RSS

Tag Archives: หมอฟัน

หาหมอฟันหลังผ่าตัด 1 เดือน

วันนี้อาจารย์หมอฟันนัดมาเพื่อถ่ายรูป  หลังจากที่ผ่าตัดแล้วครบ 1 เดือน  แม่ กู๋เป้ และยายพาภูผาไปโรงพยาบาล

คุณหมอถ่ายรูปไป  คุณแม่บอกว่ากับคุณหมอว่าอาจารย์หมอศัลยกรรมบอกว่าจมูกภูผาขึ้นดีและฝากชมอาจารย์หมอฟันมาด้วย  ซึ่งตรงรูจมูกที่ไม่เท่ากันนั้นต้องตกแต่งจมูกอีกทีตอนอายุ 6 ขวบ

คุณหมอฟันสอนวิธีการทำความสะอาดภายในช่องปาก  คุณหมอบอกว่าต้องทำความสะอาดบริเวณช่องระหว่างริมฝีปากกับเหงือกด้วย  นัดมาอีกที 4 เดือนหลังจากนี้ตอนฟันซี่แรกขึ้นเพื่อมาเคลือบฟลูออไรด์  ซึ่งแม่เปลี่ยนไปนัดกับคุณหมอที่แผนกทันตกรรมพรีเมียมช่วง 1 ทุ่ม  เพราะว่าถ้านัดเป็นช่วงเช้าที่คลินิกธรรมดาจะไม่มีคนพาภูผามาหาหมอ

อาจารย์หมอบอกกับคุณแม่ว่าบล๊อกของภูผาหน่ะมีที่เขียนผิดนะตอนที่ทำเพดานเทียม  ซึ่งคนไข้บอกกับหมอว่าเขามาอ่านในบล๊อกของภูผาแล้วเราเขียนกันว่าตอนทำเพดานเทียมต้องดมยาสลบซึ่งน่าจะเป็นความเข้าใจผิดของปะป๊ากับแม่  เลยทำให้คนไข้เขากลัวเรื่องดมยาสลบ  ซึ่งจริง ๆ นั้นแล้วคุณหมอก็อธิบายให้แม่ฟังใหม่ว่าไม่ใช่ว่าต้องดมยาสลบ  แค่ตอนทำนั้นจะมีหมอดมยาอยู่ด้วยและมีเครื่องมือที่พร้อม เช่น พวกเครื่องตรวจระดับปริมาณออกซิเจน  เพื่อป้องกันเอาไว้เผื่อเด็กร้องไห้มากเพราะว่าในเด็กทารกระบบการหายใจอะไรก็ยังไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไร  จะได้มีเครื่องมือและคุณหมอที่คอยช่วยเหลือได้

(แก้ไขแล้วในหัวข้อ “หาหมอศัยลกรรมและหมอฟันครั้งแรก”  ขอบคุณอาจารย์หมอนันทนาที่เข้ามาอ่านในบล๊อกและช่วยแนะนำเราให้แก้ไขบทความให้ถูกต้องนะครับ)

แต่คุณหมอก็ชมนะว่าเขียนบล๊อกดีนะ  เหมือนเป็นกำลังใจให้กับคนอื่น ๆ ด้วย  วัตถุประสงค์ของปะป๊ากับแม่ก็อยากเป็นกำลังให้กับครอบครัวอื่นที่เป็นเหมือนกันกับภูผานี่แหละ  ช่วงแรก ๆ ปะป๊ากับแม่ก็หาข้อมูลในอินเตอร์เนตเหมือนกัน  อยากรู้ว่าต้องทำยังไงบ้าง  อยากฟังประสบการณ์จริง ๆ ของครอบครัวอื่น ๆ  อยากรู้ว่าปลายทางของมันจะเป็นยังไง  ซึ่งหาได้ค่อนข้างน้อย  จึงอยากจะแชร์ข้อมูลที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ให้กับครอบครัวอื่นๆ บ้าง  เพื่อเป็นแนวทาง  เป็นกำลังใจให้กัน  ถ้าครอบครัวอื่น ๆ มีประสบการณ์อะไรอยากจะแชร์ทางหน้าเวปเขียนลงในช่องใส่ความเห็นของแต่ละเรื่องได้เลยนะครับ หรือว่าถ้าเห็นว่าข้อมูลตรงไหนผิด  แจ้งมาได้เลยครับ  ยินดีรับฟังและปรับแก้ไขครับ

 

ป้ายกำกับ: ,

หาหมอครั้งสุดท้ายก่อนผ่าตัดริมฝีปาก

photo (32)

แม่พาภูผามาหาหมอศัลยกรรมวันที่ 28 พฤศจิกายน  เป็นการนัดอาจารย์หมอเพิ่มเติมเพราะว่าลืมบอกหมอไปว่า  ให้หมอผ่าตัดพังผืดใต้ลิ้นให้ด้วย  ซึ่งพังผืดนี้ป๊าก็มีแต่เพิ่งให้หมอฟันผ่าเมื่อตอนโตแล้ว  เคยปรึกษาหมอฟัน  แล้วหมอบอกว่าให้ผ่าพร้อมกันทีเดียวตอนผ่าตัดไปเลย  จะได้ไม่ต้องเจ็บตัวหลายรอบ  ซึ่งพอแม่ได้พบคุณหมอ  คุณหมอก็บอกว่า  มันทำได้ง่าย  สบายมาก  ดีแล้วที่มาบอก  จะได้ทำพร้อมกันทีเดียว  ก็ถือว่าครั้งนี้พบหมอศัลยกรรมครั้งสุดท้ายแล้วก่อนการผ่าตัดริมฝีปาก  เจอกันอีกทีกับคุณหมอที่ห้องผ่าตัดเลย

วันรุ่งขึ้น 29 พฤศจิกายน

หมอเด็กนัดไปฟังผลเลือดที่เจาะไปคราวที่แล้ว  คุณหมอบอกว่าที่เลือดจางเป็นปกติของเด็กอายุราว ๆ นี้  เพราะว่าตรวจดูค่าอย่างอื่นแล้วปกติดี  คุณแม่เลยถามหมอเรื่องน้ำหนักของภูผา  เพราะว่าสองอาทิตย์ที่ผ่านมาภูผาขึ้น 3 ขีด  คุณหมอบอกว่าจะว่าน้อยก็น้อยนะ  แต่ก็ค่าก็ยังถือว่ายอมรับได้อยู่  เมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานของช่วงเด็กวัยนี้  คุณหมอบอกว่าภูผาเป็นเด็กอารมณ์ดี  คุยเก่ง  เพราะว่าภูผาคุยกับพยาบาลและหมอตลอดเลย

หลังจากนั้น แม่ก็พาภูผามาหมอฟันที่ตึกเก่า  คุณหมอชมภูผา และแม่ใหญ่เลยว่า  จมูกดันขึ้นได้ดีมากเลย  หมอถามแม่ว่าได้ปรับอะไรเพิ่มเติมมั๊ย  หมอก็เลยคุยกับพยาบาลว่าการดึงเป็นสิ่งสำคัญ  แม่เลยบอกคุณหมอว่าคราวที่แล้วที่ไม่ค่อยกล้าดึงเพราะว่าลูกเป็นแผล  แต่หลังจากคราวที่แล้วก็กลับดึงเหมือนเดิม  คราวนี้เลยกลายเป็นครั้งสุดท้ายที่มาหาหมอฟันก่อนผ่าตัดริมฝีปาก  พยาบาลว่าตอนทำลูกร้องไห้เยอะมั๊ย  แม่ก็เลยบอกว่าตอนแรก ๆ ก็ร้องเหมือนกัน  ก็พยายามหาเทคนิคต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ไม่ร้องไห้แล้วตอนทำ  หลังจากนี้ก็ค่อยมาหา 1 เดือนหลังผ่าตัด  แล้วอีกทีก็โน่น  ตอนฟันซี่แรกขึ้น

คุณหมอชมก็ทำให้แม่รู้สึกภูมิใจว่าความพยายามของแม่นั้นสำเร็จ  เอาไว้วันหลังเดี๋ยวแม่จะเขียนวิธีการใส่เพดานเทียมแชร์ให้กับแม่ ๆ คนอื่นบ้างนะ

คราวหน้าก็เป็นวันผ่าตัดวันที่ 17 ธันวาคม  แต่อาจจะต้องมานอนโรงพยาบาลวันที่ 16 ธันวาคม  ต้องรอพยาบาลโทรมานัดเวลาอีกครั้งนึง

ภูผาจะได้ผ่าตัดแล้ว  รู้สึกดีใจจังเลย  ภูผาจะหล่อแล้วคร๊าบ  และหวังว่าการกินของภูผาก็จะดีขึ้น  เพราะว่าภูผาจะได้ใช้ริมฝีปากดูดได้แล้วน๊า  แต่ไม่รู้ว่าหลังจากผ่าตัดภูผาจะเจ็บแค่ไหน  แต่ยังไงลูกก็ต้องอดทนเอาไว้นะ  เราจะสู้ไปด้วยกันนะครับ

 

ป้ายกำกับ: , , , , , ,

หาหมอศัลยกรรมครั้งที่ 3

เมื่อวันพุธที่ 14 พฤศจิกายน 2555

ครั้งนี้ภูผาไปหาหมอหลายคนมากเลย

เริ่มตั้งแต่ตอนเช้า

พาภูผาไปหาหมอศัลยกรรมหมอถ่ายรูปไป  แล้วก็ตกลงนัดกันจริง ๆ แล้วว่าจะผ่าตัดวันที่ 17 ธันวา  ซึ่งหมอศัลยกรรมบอกว่าตอนช่วงที่ผ่าตัดห้ามเป็นหวัด  ถ้าเป็นก็ต้องเลื่อน  แล้วก็ดำเนินเรื่องจองห้อง และต้องพาภูผาไปเจาะเลือดและเอกซเรย์  และพยาบาลถามว่าจะพบหมอวิสัญญีเลยมั๊ย  เราก็ตกลงว่าพบไปเลยทีเดียว  คราวนี้เจาะเลือดที่ต้นแขนจะไม่เหมือนตอนคลอดใหม่ ๆ ที่เจาะที่ส้นเท้าแล้ว  เพราะว่าตอนนี้ส้นเท้าเริ่มหนาแล้วหล่ะ  ตอนเจาะก็จะห่อตัวและยกแขนด้านที่เจาะออกมา  เสร็จแล้วก็พาไปเอกซเรย์ปอด  แม่จับแขนภูผา  ตอนนั้นภูผาหิวและหงุดหงิดทำให้ก็ดิ้นเลยต้องทำกันหลายครั้ง  นักรังสีเลยต้องมาจับขาช่วยเพื่อไม่ให้ดิ้น  ถึงจะได้ภาพที่ชัดที่สุด  เสร็จแล้วก็มาหาหมอฟันตามนัด  หมอฟันบอกว่าจมูกตกลงนิดหน่อยจะเลื่อนดีมั๊ย  แม่ก็บอกว่าไปทำเรื่องผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว  แล้วก็รู้สึกว่าไม่ค่อยอยากเลื่อนแล้ว  อยากให้ภูผาได้ผ่าเร็ว  ๆ

ตอนบ่าย

มาหาหมอวิสัญญีซึ่งหมอกำลังติดผ่าตัดอยู่  เราก็เลยขึ้นไปพบหมอที่หน้าห้องผ่าตัด  หมอวิสัญญีบอกว่าผลเลือดจางนิด ๆ  หมอก็เลยให้ลองไปหาหมอกุมารแพทย์  ไปปรึกษาหมอกุมารแพทย์บอกว่าเลือดของทารกอายุเท่านี้โดยปกติจะจางนิด ๆ อยู่แล้ว  แต่เด็กทั่ว ๆ ไปจะไม่ค่อยเจาะกันตอนนี้เลยไม่ค่อยรู้  หมอก็เลยขอเจาะเลือดเพิ่มเพื่อดูสาเหตุจริง ๆ ว่าเกิดมาจากอะไร   ถ้าเป็นสาเหตุที่มาจากโรคอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาวะปกติก็จะต้องทำการรักษาหรือว่าทำยังไงต่อก็ค่อยว่ากัน  หมอต่ออีกทีวันที่ 29 พ.ย. นี้   วันเดียวกันกับที่หมอฟันนัดครั้งหน้า

แล้วแม่ก็ไปจองห้องพัก  ซึ่งหมอให้เข้ามาพักตั้งแต่วันที่ 16 ก่อนผ่าตัด 1 วัน  ซึ่งต้องทำการอดนมตั้งแต่ตีห้า ของวันที่ผ่าตัด  โดยเราเริ่มนัดหมอผ่าตัด 9 โมงเช้า  น้ำกินได้แบบจิบ ๆ แต่ต้องงดเลยก่อนผ่าตัด 2 ชั่วโมง   หมอวิสัญญีก็บอกว่าห้ามเป็นหวัด  เพราะมันจะทำให้ทางเดินทางหายใจตีบ  แล้วช่วงดมยาก็ทำไประคายเคืองทางเดินหายใจ  และจะมีผลทำให้เป็นโรคหอบหืดในอนาคตได้  แม่ก็เลยถามหมอว่าห้ามเป็นหวัดเป็นยังไง  เพราะปกติภูผาจะจาม หรือไออยู่แล้วตามปกติ  หมอก็บอกว่าให้ดูที่ไข้ และดูที่ว่ามีน้ำมูกไหลมั๊ย  แต่ปกติหมอก็จะเชคอยู่แล้วก่อนที่จะทำการผ่าตัดว่าเป็นหวัดมั๊ย

เพราะฉะนั้นเราก็คิดว่า 2 อาทิตย์ก่อนผ่าตัดก็จะไม่พาภูผาไปไหน  เพราะว่าเผื่อระยะฟักตัวของไข้และลดโอกาสเสี่ยงที่จะไปติดหวัดมาได้

 

ป้ายกำกับ: , ,

หาหมอฟันปรับ NAM ครั้งที่ 2

ไปหาหมอฟันเพื่อปรับ NAM ครั้งที่ 2  ภูผามาหาหมอฟัน 3 ครั้งแล้วนะ  ครั้งแรกมาใส่ แล้วมาปรับ 2 ครั้งแล้ว

ครั้งนี้หมอฟันชมว่าเราใส่เครื่องมือได้ดีมาก  พอถอด NAM ออก  จมูกก็ยังไม่ฟีบลงมา  มองเห็นเป็นรูจมูกสวยเลย  หมอเรียกพยาบาลมาดูว่าเนี่ย  ภูผาใส่เครื่องมือแล้วได้ผล

ปะป๊าก็เลยคิดว่าเรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับแม่เขาเลยนะ  เพราะว่าแม่เขาพยายามใส่เครื่องมือให้กับภูผาอย่างเคร่งครัด  คอยปรับเครื่องที่ดันจมูกขึ้นไม่ให้ที่ดันเข้าไปข้างในเกินไป  แล้วก็คอยปรับแก้ตัวเทปพันยางที่ดึงไปที่แก้มทั้ง 2 ด้านของภูผา  ว่าตรงไหนต้องดึงหย่อน ดึงเบา  แม่เขามีขั้นตอนในหัวแล้วก็ท่องเอาไว้เวลาทำให้ภูผา  คอยหมั่นดูเวลาภูผากินว่ามันเป็นยังไงบ้าง  ฯลฯ

เคยมีเรื่องที่กังวลเกี่ยวกับการใส่ NAM  เพราะว่ามีช่วงหลัง ๆ ภูผาใส่แล้ว  เหมือนตรงจมูกด้านในมันเป็นร่องเว้าเข้าไปตามรูปของที่ดันจมูก  แล้วมีเหมือนเป็นหนองหรือน้ำเหลือง ๆ เพราะว่าก่อนหน้านั้นมันแดง  คิดว่าน่าจะอักเสบด้านใน  แม่เขาก็เลยคิดเอาน้ำเกลือมาล้างตรงแผลตรงนั้น  เพราะแม่เขาเคยดูคลิปของการล้างจมูกในเด็กทารกเพื่อแก้หวัดโดยการใช้น้ำเกลือ  พอแม่เขาเห็นภูผามีน้ำเหลือง ๆ เหมือนหนอง  ก็เลยให้ยายไปซื้อน้ำเกลือขวดที่เอาไว้ล้างแผลเป็นแบบประเภทที่ล้างคอนแทคเลนส์ได้  มาค่อย ๆ ล้างตรงจมูกให้กับภูผา 2-3 วันก็ค่อย ๆ หายไป  แม่เขาถามหมอเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าเด็กคนอื่น ๆ เขาเป็นกันมั๊ย  คุณหมอก็บอกว่าก็เป็นกัน

คราวนี้คุณหมอก็เลยคิดจะปรับเครื่องมือให้ไปชิดกับปีกจมูก  แต่ว่ามันดูแปลก ๆ คุณหมอบอกว่าชอบที่จะให้ชิดตรงด้านกลางจมูกมากกว่า  ก็เลยปรับชิดด้านตรงกลางจมูก  และดันจมูกขึ้นอีกนิด

แม่คอนเฟิร์มกับคุณหมอฟันว่า  คุณหมอศัลยกรรมมีแผนผ่าตัดแล้ววันที่ 17 ธันวาคม นี้  ให้มาถามหมอว่าโอเคมั๊ย  คุณหมอก็ตอบว่าได้นะ  เพราะว่าจมูกก็เริ่มขึ้นดี  แต่หมอก็แปลกใจว่าทำไมเรานัดหมอได้เร็วจัง  ปะป๊าก็เลยบอกว่าเราไปที่คลินิกพรีเมียมศัลยกรรม  คุณหมอฟันก็เลยนัดเราอีก 3 ครั้งก่อนที่เราจะผ่าตัดกัน  ครั้งหน้าเป็นวันที่ 14 พ.ย. นี้   วันเดียวกับที่ต้องพาภูผาไปพบหมอศัลยกรรมเลย

ภูผาใกล้จะได้ผ่าแล้วนะ  ค่อนข้างแน่นอนแล้ว  ปะป๊ากับแม่ก็เตรียมตัวที่จะหยุดเพื่อไปเฝ้าภูผากันแล้วหล่ะ  แต่ยังไงแม่ก็จะยังเคร่งครัดในการใส่เพดานเทียมให้กับภูผาเหมือนเดิม  อดทนไว้นะครับ  อีกนิดเดียว

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ไปหาหมอฟันปรับ NAM ครั้งที่ 1

วันนี้แม่กับยายพาภูผาไปหาหมอฟันเพื่อปรับ NAM ครั้งที่ 1 หลังจากที่ใส่มาแล้วครบ 2 อาทิตย์พอดี  แม่กับยายขึ้นแท๊กซี่ไปเพราะว่าจะลองไปเองดูสักครั้ง ปะป๊าจะได้ไม่ต้องหยุดงาน  วันนี้เป็นวันแรกที่แม่ลองใช้เป้อุ้มเด็ก  เพื่ออุ้มภูผาไปโรงพยาบาล  ไปถึงที่รามาตึกเก่าประมาณ 10 โมงกว่าคุณหมอนัด 11 โมง  รอไม่นานคุณหมอก็เรียก

คุณหมอบอกว่าเหงือกด้านหน้าของภูผาเข้ามาติดกันแล้ว  แต่ว่าตัวที่ดันจมูกมันเข้าไปลึกไปหน่อย  ต้องใส่ให้พลาสติกตัวกลม  ๆ ที่ดันจมูกดันด้านหน้าออกมาครึ่งหนึ่งถึงจะใช้ได้   คุณหมอบอกว่าแม่ต้องช่วยคุณหมอดัดนะ  เพราะว่าถ้าใส่ไปประมาณอาทิตย์นึงมันอาจจะยุบเข้าไปในรูจมูกเหมือนเดิมก็ต้องปรับดันให้ออกมา

คุณหมอเห็นว่าเหมือนตรงสามเหลี่ยมด้านหน้าเหงือกกับปากแดง ๆ ก็เลยไปเจอว่ามันน่าจะเป็นเพราะวิธีการคาดเทปด้านยาวที่คาดไว้ใต้เหล็กแล้วอาจจะไปดันกดตรงบริเวณเหงือกตรงนั้น  คุณหมอก็เลยดันเหล็กให้โค้งมากขึ้นแล้วก็ให้คาดเทปสอดเข้าไปด้านในเลย  เพื่อไม่ให้มันไปกดอีก    ส่วนเทปตรงกลางที่คาดก็ยังให้กลับมาคาดเหมือนเดิม

ส่วนเรื่องที่ภูผากินแล้วสำลักบ่อย ๆ คุณหมอบอกว่าน่าจะเกิดจากการที่รูของขวดนมใหญ่เกินไป  คราวหน้าสงสัยต้องปรับรูขวดนมเป็นระดับขีด 1 หรือไม่ก็ 2 ขีดไม่เกินนี้  เพราะว่าเดี๋ยวนี้ภูผาดูดแรงขึ้นด้วย  ไม่เหมือนกับเมื่อก่อน

อีก 3 อาทิตย์ค่อยไปหาคุณหมอฟันใหม่จ้า

 

ป้ายกำกับ: , ,

หาหมอศัลยกรรมและหมอฟันครั้งแรก

เล่าย้อนหลังตอนไปหาหมอศัลยกรรมและหมอฟันครั้งแรกที่รามา

หลังจากที่ปะป๊าได้ใบสูติบัตรที่โรงพยาบาลวิภาวดีประมาณ 1 อาทิตย์หลังจากที่ภูผาคลอด  ปะป๊าก็รีบโทรไปนัดอาจารย์หมอ ผศ.นพ. เฉลิมพงษ์ ฉัตรดอกไม้ไพร เป็นวันพุธที่ 18 กันยายน 2555  นัดช่วงเช้า  แต่พอใกล้ ๆ พยาบาลโทรมาเลื่อนเป็นช่วงบ่าย   ปะป๊าก็ขับรถพาแม่ไปที่โรงพยาบาลในวันพุธนั้น  ไปพบคุณหมอที่คลินิกพรีเมียมศัลยกรรมชั้น 4 ตึกศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์  และเป็นครั้งแรกที่ปะป๊ากับแม่ได้ใช้ขนเข็นของภูผาที่ยายซื้อให้

อาจารย์หมอน่าจะอายุประมาณ 40 กว่าแล้วหล่ะ  แต่ยังดูหนุ่มอยู่เลย  อาจารย์ไม่ได้ดูด้านในปากของภูผา  เพราะว่าตอนนั้นภูผากำลังหลับอยู่  เดี๋ยวจะตื่น  แต่อาจารย์ก็พอจะคาดการณ์ได้ว่าภูผาเป็นยังไง  อาจารย์บอกว่าต้องมีการผ่าตัดกันหลายครั้งคือผ่าตัดริมฝีปากและก็ผ่าตัดเย็บเพดาน  ซึ่งข้อมูลพวกนี้ปะป๊าพอจะรู้บ้างแล้ว  หลังจากอ่านในอินเตอร์เนต  ก็เป็นบทความที่อาจารย์เฉลิมพงษ์เขียนนั่นแหละของ Rama-Cleft  แล้วอาจารย์ก็ให้ดูรูปเด็กที่อาจารย์เคยผ่าตัดว่าหลังจากผ่าตัดแล้วเป็นยังไงบ้าง  ซึ่งปะป๊าว่าโอเคเลยหล่ะ  แผลเนียนเลยทีเดียว  อาจารย์บอกว่ามีสองวิธีการรักษาให้เลือกก็คือ 1) ผ่าตัดตอนอายุประมาณ 3 เดือน แล้วค่อยไปตัดแต่งจมูกตอน 6 ขวบ  กับ 2) ใส่เพดานเทียม แบบที่มีที่ดันจมูก  ซึ่งอาจจะต้องเลื่อนเวลาผ่าตัดไปอีก 2 เดือน คือจะได้ผ่าตัดริมฝีปากตอนประมาณ 5 เดือน  แต่จมูกก็จะดูสวยกว่าตั้งแต่ตอนผ่าตัดในครั้งแรก  เพราะที่ดันจมูกก็จะไปช่วยสร้างให้รูจมูกด้านที่แบนนูนขึ้นมา  แต่สุดท้ายยังไงก็ต้องผ่าตัดตกแต่งจมูกกันอีกทีตอน 6 ขวบเหมือนกัน  แต่วิธีที่ 2 ก็จะเหมาะกับคนที่มีเวลาพาลูกมาที่โรงพยาบาลเพื่อปรับตัวเพดานเทียมกับที่ดันจมูก  ทุก ๆ 2 อาทิตย์   ซึ่งทั้ง 2 วิธี  ผลสุดท้ายแล้วก็ได้ผลที่ใกล้เคียงกัน

ปะป๊ากับแม่ก็มองหน้ากันแล้วก็ตัดสินใจว่าจะให้ภูผาใส่เพดานเทียมที่มีที่ดันจมูก  อาจารย์ก็เลยส่งไปที่คลินิกทันตกรรมพรีเมียมซึ่งอยู่เยื้อง ๆ กับพรีเมียมศัลยกรรม  เพื่อนัดอาจารย์หมอนันทนา ศรีอุดมพร

พอไปถึงพยาบาลที่ดูแลคิวบอกว่าคิวของอาจารย์ได้เร็วสุดเดือนพฤศจิกายน  ปะป๊ากับแม่เริ่มเครียด  เพราะว่าอยากให้ภูผาได้ใส่เพดานเทียมกับที่ดันจมูกไวกว่านั้น  เพราะว่าถ้าได้คิวเดือนพฤศจิกายนถึงค่อยใส่ก็ไม่น่าจะมีประโยชน์อะไร  เพราะว่าเกือบ 3 เดือนแล้ว  พยาบาลก็บอกว่า  ลองโทรมาถามคิวอีกทีก็ได้  ถ้ามีคนยกเลิกไม่มาตามนัดก็จะได้มาแทนเขาได้  คุณหมอเข้าวันพฤหัสกับศุกร์

เย็นนั้นปะป๊ากับแม่ก็เริ่มกังวลใจว่าจะทำยังไงดี  หรือว่าเราจะผ่าตัดโดยไม่ต้องใส่เพดานเทียมดี  หรือว่าจะพาภูผาไปใส่เพดานเทียมที่อื่น เช่น  ที่ทันต มหิดล

วันรุ่งขึ้นปะป๊าก็ลองโทรไปถามคิวดูอีกที  บอกว่าอยากพบหมอเร็ว ๆ เขาว่าวันนี้คิวว่างพอดี  ตอนประมาณ 6 โมงเย็น  ปะป๊าดีใจมากก็โทรบอกให้แม่เก็บของเตรียมตัวพาภูผาไปหาหมอได้เลยเย็นวันนั้น  แล้วแม่เขาก็โทรหากู๋เป้  ซึ่งกู๋เป้  กำลังจะกลับบ้านพอดี  ก็ขับรถพาแม่กับภูผาไปหาหมอเย็นวันนั้น

อาจารย์หมอนันทนา  อธิบายให้แม่ฟังละเอียดมาก  ถึงการใส่เพดานเทียม  การผ่าตัด  การจัดฟันในอนาคต  บอกว่าภูผา  ยังต้องเจ็บอีกหลายครั้ง  อาจาย์หมอเล่าให้ฟังถึงการใส่เพดานเทียมกับที่ดันจมูก  ว่ามันมีข้อดีที่จมูกของลูกก็จะสร้างกระดูกของตัวเองขึ้นมา  โดยไม่ต้องใช้กระดูกที่อื่นหรือฉีดอะไรเข้าไปตอนที่ทำการผ่าตัดจมูก  และอาจารย์หมอถามแม่ว่าทำไมถึงมาหาที่คลินิกพรีเมียม  ทำไมไม่ไปที่ตึกเก่า   อาจารย์หมอเลยนัดแม่ให้ไปที่ตึกเก่าเพื่อทำเพดานเทียม   บอกว่าถ้าไปที่นั่นจะได้เจอคนที่เป็นเหมือนกับเราได้พบปะพูดคุย  จะได้รู้สึกว่าเราก็มีเพื่อน  มีคนเป็นเหมือนกับเรา  ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน  อาจารย์หมอบอกอีกว่าตัวเพดานเทียมอันเก่ามันใช้ไม่ได้  เพราะมันเอามาฝนไม่ได้  มันเป็นแบบบาง  คุณหมอเลยให้ไปติดต่อขอบล๊อกจากโรงพยาบาลเก่า   แล้วเอามาให้หมอดูก่อน  ถ้าใช้ไม่ได้ก็ต้องพิมพ์ปากเพื่อทำเพดานเทียมใหม่  ซึ่งในการพิมพ์ปากเพื่อทำเพดานเทียมนั้นคุณหมอบอกว่าอาจจะต้องไปทำในห้องซึ่งมีคุณหมอดมยาเข้าไปด้วย  เพราะว่าจะมีเครื่องมือที่พร้อมกว่าเป็นเครื่องวัดปริมาณออกซิเจน  เพราะว่าเด็กต้องอดอาหารและนิสัยการร้องไห้ระบบการหายใจของเด็กยังไม่ค่อยดีเท่าไีร  จะได้มีเครื่องมือและคุณหมอช่วยเหลือได้

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน 2555  ปะป๊ากับแม่ก็พาภูผาไปทำเพดานเทียมที่ตึกเก่าของรามา ได้เจอกับเด็กที่เป็นเหมือนภูผาเลย  2 คน  คนนึงเป็นข้างเดียวเหมือนภูผา  อีกคนนึงเป็น 2 ข้าง  แล้วก็ได้เจอเคสเด็กที่ก็ไม่รู้ว่าป่วยเป็นโรคอะไร  แต่ติดถังอ๊อกซิเจนมาด้วย  ปะป๊ากับแม่ก็เลยคิดว่า  โห…ภูผาเนี่ย  ถือว่าเป็นน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ เขา  คุณหมอก็บอกอย่างนั้นเช่นกัน  ของภูผาร่องตรงเพดานไม่กว้างเลย  น่าจะผ่าตัดไม่ยาก  แล้วบล๊อกที่เอาไปให้ก็ใช้ได้ด้วย  คุณหมอก็เลยทำให้ได้เลย  นัดให้มาใส่อีกทีตอนบ่ายของวันนั้นเลย

ช่วงบ่ายก็ถึงเวลาใส่เพดานเทียมให้กับภูผาแล้วนะ  ก่อนหน้านั้น  มีช่างกล้องมาถ่ายรูปภูผากับเด็กคนอื่นๆ  เอาไว้  น่าจะเอาไปทำเป็นสื่อการสอนหล่ะมั๊ง  อย่างน้อย ๆ ภูผาก็มีประโยชน์ให้กับคนอื่นๆ  นะ  ขั้นตอนในการใส่เพดานเทียมให้ภูผาก็ไม่ได้ยุ่งยากมากมายนัก  ปะป๊าเป็นคนอุ้มให้คุณหมอใส่เพดานเทียมและที่ดันจมูกให้   ส่วนแม่ไปซื้ออุปกรณ์พวกยางและเทปปิดปาก  ภูผาไม่ค่อยร้องเท่าไร  ภูผาเก่งมาก  แต่…

พอขึ้นรถกลับบ้าน  ภูผาร้องไห้ใหญ่เลย  ตอนที่เกือบจะถึงบ้านแล้ว  แล้วก็ร้องตลอดเวลาเลย  สงสัยว่าภูผาจะเจ็บ  แล้วก็กินขวดนมอันเดิมไม่ค่อยได้ด้วย  ตอนนั้นรู้สึกว่าไม่รู้จะทำยังไงกันดีเลย  ปะป๊าก็เลยทดลองให้กินขวดนมธรรมดา  แต่เอาจุกนมไปบากเป็นรูปกากบาท  เพื่อให้รูใหญ่ขึ้นภูผาจะได้กินได้ง่ายขึ้น  ซึ่งก็ได้ผล  ภูผาก็กินได้ในเย็นวันนั้น  แต่หลังจากนั้นก็ยังร้องไห้เยอะอยู่ดีเมื่อเทียบกับก่อนหน้าที่จะใส่เพดานเทียม  มีคนบอกว่าจะร้องไห้แบบนี้ 3 วัน !

หลังจากวันนั้นแม่หนูก็ทดลองให้กินขวดนมพิเศษแบบเก่ากับขวดนมธรรมที่ปะป๊าบากหัวให้  กลับเป็นว่ากินขวดนมพิเศษดีกว่า  ก็เลยกินขวดนมพิเศษเรื่อย ๆ มา

หมายเหตุ : มีศูนย์และมูลนิธิที่สามารถติดต่อเพื่อรับการรักษาโรคปากแหว่งเพดานโหว่ เช่น ศูนย์ของจุฬา  ศูนย์ของรามา  มูลนิธิตะวันฉาย และจะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สามารถเข้าไปดูได้ที่หน้า เวปลิงค์ดีดี ครับ

 

ป้ายกำกับ: , , ,