RSS

Tag Archives: ศัลยกรรม

หาหมอศัลยกรรมหลังผ่าตัด 3 เดือน

ปะป๊ากับยายพาภูผาไปหาคุณหมอศัลยกรรมหลังจากผ่าตัดเพดานผ่านมาแล้ว 3 เดือน

คุณหมอดูตรงริมฝีปากและบอกว่าแผลดูโอเคเลยนะ และก็เอาไม้มากดลิ้นเพื่อดูแผลที่เพดาน  คุณหมอบอกว่าเยี่ยมเลย  ปะป๊าก็บอกว่าไม่รั่วใช่ไหมครับ  คุณหมอกบอกว่าไม่รั่ว  แผลดี ถือว่าแผลหายเร็ว  และก็บอกว่าควรเลิกดูดนมเพราะว่าเดี๋ยวจะฟันผุนะ  ปะป๊าบอกคุณหมอว่าเลิกตั้งแต่ผ่าตัดแล้วตามที่คุณหมอบอก

อาจารย์หมอศัลยกรรมนัดอีกที 1 ปีเลย  เพื่อมาดูแผลแล้วก็มาคุยกันอีกทีเรื่องที่เรื่องตกแต่งจมูก  แต่ว่าตกแต่งจริง ๆ ก็ตอน 5 – 6 ขวบโน่นแน่ะ

คิวหมอต่อไปก็เป็นคุณหมอหูแล้วก็หมอฟันหล่ะนะครับ

Advertisements
 
8 ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 27, 2013 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ:

ผ่าตัดเพดาน

ผ่านไปแล้วกับการผ่าตัดเพื่อปิดเพดานของภูผา ถือเป็นการผ่าตัดครั้งที่ 2 และผ่าตัดเยอะกว่าครั้งแรก  ใช้เวลามากกว่า  และก่อนผ่าตัดก็คาดการณ์ว่าครั้งนี้จะเจ็บกว่าครั้งที่แล้ว  และเป็นสิ่งที่ปะป๊ากับแม่ต้องเตรียมตัวและเตรียมความพร้อมมากกว่าครั้งที่ผ่าเย็บริมฝีปาก และครั้งนี้มีการผ่าตัดเพื่อเจาะระบายน้ำในหูชั้นกลางด้วย ก่อนผ่าตัดปะป๊ากับแม่ก็ภาวนาว่าขออย่าให้ภูผาเป็นหวัดเลย  เพราะว่าเลื่อนนัดหมอจากกำหนดเดิม 17 ก.ย. มาเป็นวันที่ 24 ก.ย. เนื่องจากแม่ติดภาระกิจที่บริษัท และช่วงนี้ฝนตกบ่อยเป็นช่วงที่กำลังเป็นหวัดเป็นไข้กันเลย  แต่ปรากฎว่าประมาณ 3 อาทิตย์ก่อนการผ่าตัดภูผามีอาการไอ แต่ไม่ได้เป็นไข้ มีน้ำมูกนิดหน่อย  เลยพาไปหาคุณหมอเด็กที่รามาในวันเสาร์เพื่อให้คุณหมอเช็คว่าจะมีผลกับตอนผ่าตัดที่ใกล้จะถึงนี้มั๊ย  คุณหมอบอกว่าน่าจะเป็นติดเชื้อไวรัส และอาการนั้นเป็นไม่มาก  ไม่น่าจะมีผลกับการผ่าตัด  ให้ลองสังเกตอาการดูต่อไปว่าจะเป็นเยอะขึ้นมั๊ย  ซึ่งปะป๊ากับแม่ก็เฝ้าดูอาการ  ซึ่งก่อนหน้าที่จะผ่าตัดนั้นภูผาก็ไม่ได้เป็นอะไรแล้ว  ไม่ไอและมีน้ำมูก  และไม่มีไข้  ซึ่งปะป๊ากับแม่เพิ่งจะเข้าใจแจ่มแจ้งกันตอนที่ผ่าตัดภูผาเสร็จแล้วว่าทำไมหมอถึงห้ามไม่ให้เป็นหวัด มีไข้ มีน้ำมูก ตอนช่วงผ่าตัด  เดี๋ยวปะป๊ากับแม่จะเล่าให้ฟังต่อไป

ปะป๊ากับแม่พาภูผาเข้านอนโรงพยาบาลหนึ่งคืนก่อนการผ่าตัด  ภูผาก็คลานและเดินเล่นเตาะแตะตามประสาภูผา  ร่าเริง  ก็เดินเข้าออกห้องพักดูโน่น ดูนี่  โดยน่าจะไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะถึงวันผ่าตัดและคงจะอารมณ์คนละอย่างกับวันนี้  แม่เปลี่ยนชุดของภูผาเป็นชุดโรงพยาบาล  ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งแรกตอนภูผาอายุ 3 เดือนที่เป็นเสื้อผูกด้านหลังเหมือนเด็กทารก  แต่ว่าคราวนี้เป็นเสื้อที่มีแขนและผูกเชือกด้านข้าง  ซึ่งค่อนข้างผูกยากอยู่เหมือนกัน  และใส่เป็นกางเกงแบบรูดไม่มียางยืด  คุณพยาบาลมาชั่งน้ำหนักภูผา  ปรากฏว่าน้ำหนัก 8 กิโลกรัมกว่านิด ๆ ไม่ถึงขีด !!! เกือบไม่ผ่านเกณฑ์คุณหมอแล้วไหมหล่ะภูผา  ก็เราเล่นมาเบื่ออาหารตอนก่อนจะผ่าตัดเนี่ย  ไม่ค่อยจะกิน

คุณพยาบาลวัดไข้ให้กับภูผาเป็นระยะ  ซึ่งภูผาไม่มีไข้อะไร แข็งแรงดี  คราวนี้ภูผาได้ห้องแรกสุดอยู่หน้าเคาน์เตอร์พยาบาลเลย  พยาบาลถามปะป๊าว่าจะรับข้าวของโรงพยาบาลมั๊ยตอนเย็น  ปะป๊าเลยไปถามยาย  ยายบอกว่าให้เอา  ซึ่งก็ดีแล้วหล่ะที่ให้ภูผากินข้าวโรงพยาบาล  เป็นโจ๊กหมู  เพราะว่าภูผากินได้เยอะมาก สงสัยอาหารโรงพยาบาลจะอร่อยถูกปากภูผาจริง ๆ ปะป๊ากับแม่ยังว่ามันอร่อยเลย  แสดงว่าที่ภูผาเบื่ออาหารน่ะเป็นเพราะว่าภูผาน่าจะเบื่อรสชาติมากกว่า

คืนนั้นภูผาก็นอนบนเตียงกับแม่  และตั้งปลุกตอนตี่ 4 เพราะว่าต้องงดนมและอาหารตอนตี 5 ตอนประมาณก่อนตี 4 ภูผากินนมไปประมาณ 2 ออนซ์  และหลังจากนั้นประมาณตี 4 ครึ่งอีก 2 ออนซ์  แม่พยายามให้ภูผากินนมเป็นแบบแก้วหัดดื่ม  และกินจากแก้วเลย  เพราะว่าหลังจากนี้ภูผาจะไม่ได้กินนมจากจุกนมอีกแล้ว  ซึ่งภูผาก็ไม่ค่อยจะกินนมก็ห่วงเล่นอย่างเดียวเลย  กลัวภูผาจะหิวก่อน 9  โมงจังเลยเนี่ย

ประมาณ 8 โมงกว่า  ก็มีพยาบาลจากห้องผ่าตัดมารับไปห้องผ่าตัด  แม่นั่งรถเข็นและอุ้มภูผาไปห้องผ่าตัดซึ่งอยู่ชั้น 5  แม่ก็เข้าไปเปลี่ยนชุดและพาภูผาเข้าไปในห้องผ่าตัด ระหว่างที่รอคุณหมอภูผาก็หลับไปครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้  พอภูผาตื่นก็เกือบ 9 โมงได้   คุณหมอก็เรียกเข้าไปในห้องผ่าตัดเพื่อจะให้ภูผาดมยาสลบโดยให้ภูผานอนบนเตียง  แล้วพยาบาลก็จับภูผาเพื่อเตรียมวางยา และเอาที่ครอบจมูกมาใส่  ภูผาก็มองหน้าแม่และร้องไห้เหมือนจะไม่ยอม  จากนั้นภูผาก็เหมือนกำลังจะเคลิ้ม ๆ แล้ว  คุณหมอก็ให้แม่ออกมาก่อน

ภูผาออกจากห้องผ่าตัดประมาณเที่ยงกว่า แต่ป๊ากับแม่มารอหน้าห้องผ่าตัดกันตั้งแต่ สิบโมงกว่า  พยาบาลเรียกให้แม่ไปเปลี่ยนชุดเพื่อที่จะไปรับภูผา  แม่ก็เอานมที่ชงเข้าไปด้วยเพราะว่าคราวที่แล้วต้องรีบมาเอานมให้ภูผาเพราะเหมือนกับภูผาจะหิวนม  ส่วนยายตามหลังมาตอนที่แม่เข้าไปแล้ว

แม่เข้าไปในห้องผ่าตัดเจอพยาบาล  ภูผาก็นอนอยู่บนเตียง  พยาบาลบอกว่านมที่เอามากินไม่ได้หรอกเดี๋ยวอ๊วก  พยาบาลบอกว่าก่อนหน้านี้ภูผาตื่นมาแล้วร้องไห้มาก  ก็เลยฉีดยาแก้ปวดให้  แม่ก็เลยไปเดินดูภูผาที่เตียง  ตอนนั้นภูผานอนหลับอยู่แล้วมีต่อท่อออกซิเจนที่นำมาวางไว้ข้างจมูก  แม่ก็เลยเข้าไปเรียกภูผาว่า “ภูผาครับ คุณแม่มาแล้วนะครับ  คุณแม่ยืนอยู่ข้าง ๆ ภูผานะ”  ลูบหัวและหอมภูผา  ภูผาก็เขยิบหัวในขณะที่หลับตาอยู่  แล้วแม่ก็พูดเหมือนเดิมแล้วก็ลูบหัว  แม่เห็นน้ำตาภูผาไหลออกมา แม่เลยร้องไห้ออกมา  แต่ว่าก็ต้องกลั้นเอาไว้ไม่ให้ออกมามาก  แม่คิดว่าภูผายังเข้มแข็งเลย  เราก็ต้องเข้มแข็งเหมือนกัน  แม่นั่งมองภูผาและจับมืออยู่ข้างๆตรงนั้น

สักพักคุณหมอก็มา  หมอบอกว่าหมอทำให้เรียบร้อยเลย  มีกล้ามเนื้อตรงด้านหน้าที่เหมือนจะดึงรั้ง  คุณหมอก็จัดการให้เรียบร้อยแล้วนะ  ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นกล้ามเนื้อตรงช่วงด้านในริมฝีปากบน  แม่ถามคุณหมอว่าจะเจ็บกี่วัน  คุณหมอบอกว่าประมาณ 3 วัน  ห้ามกินนมจากขวด  และใส่เฝือกที่แขนให้ใส่ประมาณ 5-7 วัน  และคุณหมอถามว่าภูผาเอามือเข้าไปมั๊ยโดยปกติ  แม่เลยบอกว่าปกติไม่อมนิ้วหรือเอามือเข้าปากอยู่แล้ว คุณหมอก็บอกว่าถ้าอย่างนั้น 5 วันก็น่าจะได้  ห้ามกินนมจากขวดนม ให้ใช้ไซริงค์แทน  หรือกินนมจากแก้วได้  แต่หลังจาก 7 วันอาจจะเลิกขวดนมไปเลย  หรือว่ากลับมากินใหม่ก็ได้  ซึ่งคุณหมอบอกว่าอาจจะมีน้ำมูกหรือน้ำลายเป็นเลือดออกมาบ้างนะ

หลังจากนั้นพอสักพัก  ภูผาก็ลืมตาขึ้นมามองหน้าแม่แล้วเหมือนจะอ๊วก  แม่เลยเรียกพยาบาล บอกว่าภูผาเหมือนจะอ๊วก พยาบาลก็ยกภูผาขึ้น  ตอนนั้นภูผาอ๊วกออกมาเป็นเลือด  พยาบาลบอกว่ามันเป็นเลือดที่ค้างอยู่ตอนผ่าตัด  แม่ก็ไม่ได้ตกใจอะไรมาก เพราะว่าคุณหมอได้บอกไว้ก่อนบ้างแล้ว  พยาบาลก็เหมือนเอาที่ช่วยดูดมาดูดออกให้  แล้วก็เตรียมย้ายภูผาไปห้องพักฟื้น  แม่นึกว่าจะได้นั่งเก้าอี้เหมือนคราวที่แล้ว  แต่ว่าคราวนี้เข็นเป็นเตียงเลย  แม่ก็เลยออกมาเปลี่ยนเสื้อผ้า

สักครึ่งชั่วโมงผ่านไป  ปะป๊าเริ่มได้ยินเสียงร้องไห้แล้ว  ปะป๊ากับยายคิดว่าต้องเป็นภูผาแน่ ๆ เลย  แล้วภูผาก็โดนเข็นออกจากห้องผ่าตัด  แม่ออกมาเปลี่ยนชุดแล้วก็วิ่งตามเข้าไปใหม่เพื่อจะออกไปประตูอีกด้านหนึ่งเพื่อขึ้นลิฟต์ไปด้านบน  ปะป๊ากับยายรีบเดินไปตรงลิฟต์นั้น ภูผานอนอยู่บนที่นอนรถเข็นของผู้ใหญ่  ตัวภูผาเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับเตียงนั้น  ปะป๊าเห็นภูผาร้องไห้แล้วปะป๊าก็จะร้องไห้ตาม  แต่ก็กลั้นไว้เพราะว่าคนเยอะ  ภูผาร้องไห้ใหญ่เลย  สงสัยคงจะเจ็บ  พอปะป๊าหรือแม่เรียกก็จะลืมตามาดูแล้วก็จะร้องใหม่  หน้าตาภูผาก็เหมือนจะบวม ๆ นิด ๆ  และมีสายน้ำเกลือเจาะเข้าทางขา พอถึงห้องภูผาแหวะเลือดออกมาอีกครั้ง  หลังจากที่หลังจากที่ฟื้นจากที่ห้องผ่าตัดแหวะออกมารอบนึง  เพราะว่ามีเลือดที่ค้างอยู่ตอนช่วงที่หมอผ่าตัด  ซึ่งเป็นเรื่องปกติ  หมอบอกว่าช่วงแรกก็จะมีน้ำมูกหรือน้ำลายที่เป็นเหมือนมีเลือดปนออกมา

photo (10)

ภูผาร้องให้แม่อุ้มอย่างเดียวเลย  คนอื่นจะอุ้มก็จะร้องไห้หาแม่ให้แม่อุ้ม  วันนั้นทั้งวันก็ต้องอยู่กับแม่และยังคงสลึมสลือเพราะฤทธิ์ของยาแม่ก็ต้องอุ้มเอาไว้และนอนบนตัวแม่ตลอดเลย  เพราะว่าปล่อยลงนอนที่เตียงไม่ได้เลย  ภูผาก็จะร้องให้แม่อุ้ม  พยาบาลบอกว่าฉีดยาแก้ปวดไปตอนที่ตอนพักฟื้นจากห้องผ่าตัด  ซึ่งถ้าปวดอีกก็อาจจะต้องให้ยาแก้ปวด  แต่หลังจากนั้นภูผาก็ไม่ได้ร้องไห้เหมือนกับตอนที่ผ่าตัดเย็บริมฝีปากที่ต้องโอ๋และกอดเอาไว้แน่น ๆ  คราวนี้ภูผาจะร้องออกแนวโยเยเสียมากกว่า  ซึ่งก็ไม่ได้คิดว่าภูผาจะปวดอะไรมาก  แต่สังเกตที่ปากภูผา  เหมือนลิ้นจะกระดกนิด ๆ และดูลิ้นแข็ง ๆ

ภูผานอนไปได้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง  ตื่นขึ้นมาตอนเย็น  งอแงบ้างแต่ว่าไม่มาก  และปากเหมือนจะดีขึ้น  เหมือนว่าปากจะเริ่มหายชาและลิ้นก็ขยับได้บ้างแล้ว และอารมณ์ก็เริ่มดีขึ้นมียิ้มมุมปากเล็ก ๆ ได้

เรื่องกินนมภูผาไม่ยอมกินนมเลย  ไม่ว่าจะใช้ไซริงค์ที่มีสายยางต่อหรือว่าจะใช้ขวดนมพิเศษเหมือนกับตอนที่ผ่าตัดครั้งแรก  หรือกระทั่งให้กินจากแก้ว  ก็ปฏิเสธหมด  ไม่ยอมกิน  ไม่เหมือนกับครั้งแรกที่ยังพอบังคับให้กินได้บ้าง  เพราะว่าตอนนั้นภูผาตัวยังเล็ก  ไม่ดิ้นมาก  และก็ยังกินนมอย่างเดียวเป็นอาหารหลัก  และอดทนไม่กินนมไม่ได้เหมือนกับตอนนี้  ก็ไม่เป็นไรเพราะว่ามีน้ำเกลืออยู่ค่อยให้กินนมพรุ่งนี้ก็แล้วกัน

ช่วงกลางคืน  ภูผานอนแบบกระสับกระส่าย  เพราะด้วยน้ำมูกที่รู้สึกว่ามันจะเยอะมากเลย  ทำให้เวลาภูผานอนก็จะนอนหลับได้ไม่ค่อยสนิท  เหมือนกรนมีเสียงดัง  มีสะดุ้ง  แล้วก็พลิกตัวไปมา  ปะป๊ากับแม่เลยถึงได้เข้าใจว่าทำไมถึงถ้าเป็นหวัดแล้วถึงไม่ควรให้ผ่าตัด  เพราะว่าขนาดภูผาไม่เป็นหวัดยังขนาดนี้  แล้วถ้าภูผาเป็นหวัดมันคงแย่กว่านี้มาก

ตอนหัวค่ำภูผาไข้ขึ้น  แม่ลองให้ป๊าจับดูว่าภูผาตัวร้อนมั๊ย  ป๊าก็ไม่ได้คิดอะไร  คิดว่าสงสัยแม่จะอุ้มภูผามากทำให้รู้สึกว่าตัวภูผาร้อนและร้องโยเย  สักพักแม่ให้พยาบาลมาวัดไข้ตอนประมาณ 2 ทุ่ม  ก็ปรากฎว่าภูผาตัวร้อน  ประมาณ 38 กว่าเกือบ 39  ภูผาเลยต้องกินยาลดไข้   พอกินยาลดไข้ ภูผาก็สงบลงบ้าง  คงเป็นเพราะยาพาราเป็นทั้งยาลดไข้และแก้ปวด  จึงทำให้ภูผารู้สึกสบายขึ้นและไข้ลดลง  แต่ก็ไม่ได้หลับเหมือนปกติ  ยังพลิกไปมาเพราะว่าน้ำมูกที่เยอะมาก  จนแม่รู้สึกถึงแรงที่มันสั่นสะเทือนเวลาจับหลังภูผาตามจังหวะการหายใจ  แม่เรียกป๊ามาจับป๊าก็รู้สึกได้เหมือนกัน  จึงเรียกให้พยาบาลเข้าช่วยดู  พยาบาลเลยเอาเครื่องวัดปริมาณออกซิเจนมาหนีบที่ขา  เพื่อดูปริมาณออกซิเจนอยู่ในระดับปกติรึเปล่า  คงกลัวว่าจะได้ออกซิเจนไม่พอ  เพราะว่าหายใจไม่สะดวก  แต่ว่าภูผาก็มีค่าที่ปกติ  ถ้าจำไม่ผิดตัวเลขต้องสูงกว่า 95  หน่วยอะไรก็ไม่รู้สิ  แต่ว่าพยาบาลฟังเสียงที่ปอดซึ่งก็ไม่เป็นอะไรปกติดี

พอตอนช่วงประมาณตี 2  ภูผาก็ยังไข้ขึ้นอีก  เลยต้องให้กินพาราอีกรอบ  การกินยาของภูผาก็ต้องบังคับให้กิน  ใส่ไซริงค์แล้วก็กรอกเข้าปาก  เพราะว่าภูผาไม่ยอมกินดี ๆ เลยหน่ะ  ภูผายังหายใจเหมือนจะลำบากเหมือนเดิม  ถึงแม้พยาบาลจะติดตามค่าออกซิเจนอยู่  แต่ว่าพยาบาลก็ถามแม่ว่าอยากให้พยาบาลช่วยดูดน้ำมูกให้เอามั๊ย  แม่ก็เลยให้พยาบาลดูดให้  พยาบาลเอาเครื่องดูดเสียบปลั๊กมีสายยาว ๆ  และมีพยาบาลมาช่วยกันจับภูผา  ภูผาร้องเอามากเลย  ภูผาดูท่าทางกลัวเอามาก ๆ  พยาบาลใช้สายดูด และมีน้ำเกลือช่วย  เพื่อดูดน้ำมูกออกมาทั้ง 2 ข้าง  ใช้เวลาไม่นาน   หลังจากนั้น…ภูผาของเราก็กลัวพยาบาลขึ้นมาเลย  ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยกลัวเลยนะ  พอโดนแบบนี้เข้าไปเลยกลัวมาก  พยาบาลจะมาวัดไข้หรือวัดความดันก็จะร้อง  และไม่ค่อยยอมให้พยาบาลมาแตะตัวเลย  ฮา

แต่หลังจากที่ดูดเอาน้ำมูกออกไป  ภูผาก็นอนหลับสบายขึ้นเยอะ  ได้จนถึงประมาณตี 5 ก็เป็นช่วงที่ภูผาตื่นพอดี  และเหมือนจะดีขึ้นมากแล้ว  แต่ว่าจะให้กินนมก็ยังไม่ยอมกินนะ  ให้นั่งรถเข็นที่เตรียมมาจากบ้าน แล้วก็ชี้จะออกนอกห้อง  ปะป๊ากับแม่ก็พอเดินไปดูข้างนอก  ดูวิวตรงกระจกบ้าง  ดูรูปบ้าง  เดินพาไปดูแถวห้องพักเด็กแรกเกิดบ้าง  แล้วก็กลับมาดูโปสเตอร์ตรงหน้าห้องข้างเคาน์เตอร์พยาบาลบ้าง  ดูหนังสือนิทานตรงนั้น  และก็เล่นลูกบอล   ทำวนกันอยู่อย่างนี้ตอนช่วงที่พักอยู่ที่โรงพยาบาล  เพราะว่าภูผาไม่ค่อยชอบอยู่ในห้อง  และร้องจะออกข้างนอกตลอดเลย  แต่ว่ามันก็คงทำให้ภูผาไม่เครียดและอารมณ์ดีขึ้น  และภูผาก็เริ่มยิ้มและหัวเราะได้แล้ว

ตอนเช้าคุณหมอก็เข้ามาดูภูผาแล้วก็ดูผลด้านใน  หมอบอกว่าหมอเย็บแผลเอาไว้เยอะเลยและก็แม่ดูด้านใน  บอกว่ามันเป็นปมที่หมอเย็บให้  หมอเย็บให้อย่างดี  แต่ว่าถ้าเกิดว่าแผลมันแยกก็ไม่จำเป็นต้องผ่าใหม่  เดี๋ยวมันก็จะสมานกันเอง  เพราะว่าเด็กอาจจะเอาลิ้นไปดุนตรงปมหรือตรงแผลได้  หมอบอกว่าเคสของภูผาผ่าไม่ยาก  และครั้งนี้เหมือนเป็นการผ่าใหญ่กว่าครั้งแรกนะ  แต่ดูภูผาเหมือนตัวใหญ่ขึ้นกว่าครั้งที่แล้ว  หมอถามว่าภูผาหนักเท่าไร  เลยบอกว่า 8 กิโลกรัม  แม่กับป๊าก็เลยคิดว่าหรือเป็นเพราะว่าภูผาหัวใหญ่ (ฮา) เลยทำให้ผ่าง่ายขึ้น  และปะป๊าถามหมอเรื่องลิ้นเหมือนว่าลิ้นภูผาจะแข็ง ๆ ที่สังเกตได้เมื่อวาน  คุณหมอเลยบอกว่าเป็นปกติเพราะว่าตอนผ่าตัดคุณหมอมีใช้อุปกรณ์เพื่อให้อ้าปาก  และมีการกดลิ้นลงมาระหว่างที่ผ่าตัด 3 ชั่วโมง  ซึ่งมันก็น่าจะทำให้ภูผาเจ็บลิ้นมากกว่าเจ็บแผลอีกด้วย  ปะป๊ากับแม่ก็เลยเข้าใจละ

วันนั้นทั้งวันภูผายังกินนมไม่ค่อยได้  เริ่มกินได้บ้างก็ตอนเย็นแล้ว  ก็ภาวนาให้ภูผากินนมได้เยอะ ๆ เพราะว่าจะได้ถอดสายน้ำเกลือสักที  เวลาภูผาจะไปไหนก็ต้องหอบหิ้วทั้งแท่นน้ำเกลือและรถเข็นภูผา  จะคลาน  หรือจะเดินก็ทำไมได้  ตอนกลางคืนก็พยายามให้กินนมอีกโดยมีพยาบาลคอยจดบันทึกว่ากินนมไปได้เท่าไรแล้ว  ต้องหลอกล่อภูผาให้กินนมกันสุด  ๆ

หัวค่ำตอนนอนภูผาเริ่มเป็นไข้ต่ำอีกแล้ว  เหมือนเมื่อวาน  กินยาพาราน้ำของเด็กแล้วก็หาย  เสร็จแล้วก็เป็นอีกทีตอนตี 2 เหมือนกับเมื่อวานเปี๊ยบ  แต่ว่าคราวนี้ภูผานอนบนเตียงได้แล้ว  ไม่ต้องนอนบนตัวแม่เหมือนเมื่อวาน  อาการกรนและเสียงหายใจครืดคราดเริ่มลดลงกว่าเมื่อวานแต่ก็ยังถือว่ายังเยอะอยู่

เช้าก็ตื่นประมาณตี 5  วันนี้เป็นวันที่เป็นกำหนดที่ภูผาจะต้องออกจากโรงพยาบาล  แต่ป๊ากับแม่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะออกจากโรงพยาบาลตามกำหนดได้มั๊ย  เพราะว่ายังให้น้ำเกลืออยู่  เพราะว่าถ้าเป็นครั้งที่แล้วถอดสายน้ำเกลือตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นแล้ว  แต่ว่าคราวนี้ยังไม่ถอดเพราะว่ากินนมได้ไม่เยอะ  แต่ว่าตอนเช้าวันนี้ภูผาก็เริ่มกลับมากินนมได้เยอะเลย  อารมณ์ดี คึกคักเหมือนกับภูผาปกติ  ค่อนข้างปกติแล้วหล่ะนะ  และหัวหน้าพยาบาลก็เดินมาทักว่า  วันนี้น่าจะได้กลับบ้านแล้ว  ในใจปะป๊าดีใจสุด ๆ ได้กลับบ้านแล้ว เย้ ๆ ๆ  หมอมาดูภูผาและบอกว่าโอเค  กลับบ้านได้แล้ว  และยังให้ใส่เฝือกจนกว่าจะถึงวันนัดมาดูแผลวันพุธ  เลยถามเรื่องกินข้าว  หมอบอกว่ากินได้แต่ว่าต้องเป็นแบบเหลว ๆ เลย  คล้าย ๆ กับซีรีแลค  แบบนั้นถึงจะกินได้

สักพักก่อนเที่ยงพยาบาลก็มาถอดสายน้ำเกลือให้  และแม่ก็ไปจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายกับการเงินและรอรับยากลับบ้าน  และที่คุณหมอบอกว่าเอากล้ามเนื้อที่รั้ง ๆ ออกให้ด้วย  ปะป๊าก็ว่ามันดูดีขึ้นนะ  เมื่อมองตรงริมฝีปากตรงเนื้อด้านบนระหว่างจมูกกับริมฝีปาก  ดูสวยขึ้น  ตรงขึ้น

สรุปว่าคราวนี้นั้นภูผานั้นต่างจากคราวที่แล้ว  ไม่ร้องไห้มากเท่ากับคราวที่แล้วแต่ว่าร้องโยเยและไม่สบายตัวเพราะว่าเป็นไข้และมีน้ำมูกมากเวลานอน  ปะป๊าก็เลยคิดไปเองว่าภูผาคงสามารถที่จะทนความเจ็บปวดได้ในระดับหนึ่งไม่เหมือนกับตอนนั้นที่อายุ 3-4 เดือน  ส่วนเรื่องใส่เฝือกก็ไม่ได้ซีเรียสเหมือนกับคราวที่แล้วที่เป็นช่วงเอามือเข้าปากพอดีเพราะว่าภูผาไม่ติดอมนิ้มหรือเอามือเข้าปาก  กินนมได้ตอนช่วงหลัง ๆ แล้วและบังคับให้กินยาก  แต่ว่าก็ดูฟื้นตัวเร็วกว่าครั้งแรก

ตอนช่วงที่อยู่บ้านก็กินอาหารเหลวของเด็ก  ซึ่งภูผากินแล้วไม่ออกจมูกเหมือนกับแต่ก่อนแล้วนะ  ดีใจังเลย  และกินได้เยอะเลยหล่ะ  มื้อละประมาณ 2 ถ้วยของที่เคยกินเลย  และก็กินนมจากแก้วเหมือนของผู้ใหญ่  ใส่ฝาให้กินเหมือนตอนที่ยายเคยให้กินน้ำก่อนผ่าตัด  และก็กินจากขวดนมแบบที่ถอดฝาและจุกนมออก  ค่อย ๆ ให้ภูผากิน  ภูผาก็ได้ดีและเยอะเลย  ดีที่ว่าคุณหมอบอกให้หัดกินจากแก้วได้แล้ว  ซึ่งก่อนหน้าผ่าตัดภูผาก็ยังกินแก้วสลับกับกินจากขวดนมและมีจุกอยู่  แต่ว่าถ้าเลิกกินจากขวดก่อนหน้าผ่าตัดได้ก็จะดี  เพราะว่าหลังผ่าตัดยังไงก็ให้เลิกกินจากขวดนมอยู่แล้ว  และถึงตอนนี้ภูผาก็ไม่เคยกินนมจากจุกอีกเลย  ให้เลยกินแบบนั้นไปเลย

ตอนไปตรวจดูแผลกับคุณหมอตามนัด  คุณหมอก็บอกว่าแผลโอเคดีนะ  ไม่รั่วอะไร  ส่วนไหมเป็นไหมละลาย  มันจะค่อย ๆ ละลายจากข้างในมาจากข้างนอก  ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน  และห้ามกินของแข็งเช่น มะม่วง ฝรั่ง  แต่ว่ากินข้าวและของอ่อน ๆ ได้แล้ว  ส่วนอาการที่เวลานอนตอนกลางคืนหายใจเสียงดังเหมือนมีน้ำมูกหรือคล้าย ๆ เสียงกรนก็เริ่มหายไปแล้ว

สุดท้าย  ขอบพระคุณอาจารย์หมอเฉลิมพงษ์ ฉัตรดอกไม้ไพร มาก ๆ เลยนะครับ  สำหรับการผ่าตัดตกแต่งศัลยกรรมให้กับภูผาเป็นอย่างดีเลยตั้งแต่ครั้งแรกรวมถึงครั้งนี้ด้วย  จำได้ว่าจากตอนแรกเกิดที่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีที่ภูผาเป็นแบบนั้น  กับตอนนี้ที่ภูผาดูมีความสุข ร่าเริงและใช้ชีวิตได้เหมือนกับเด็ก ๆ ทั่วไป  ขอบพระคุณมาก ๆ อีกครั้งนะครับ

ครอบครัวน้องภูผา

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

ผ่าตัดริมฝีปากแล้วคร๊าบ

และแล้ววันผ่าตัดครั้งแรกที่รอคอยก็มาถึง

16 ธันวาคม  ปะป๊ากับแม่และเหล่าอากู๋,อากิ๋ม,ยาย และอาอี๊มาส่งภูผากันที่โรงพยาบาลรามา  เพราะว่าเราต้องมานอนพักก่อนเข้ารับการผ่าตัดในวันพรุ่งนี้  เราไปติดต่อที่ผู้ป่วยในและได้ขึ้นไปพักที่ชั้น 6 หวอด 5 น่าจะเป็นหวอดเด็ก ที่ตึกศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์  ภายในห้องพักเหมือนโรงแรมเลย  ค่อนข้างสะอาดและดูดี  พร้อมกับมีวิวด้านนอกที่เป็นสวนปลูกต้นไม้ด้านนอกอีกด้วย  ภูผาใส่เสื้อของโรงพยาบาลแบบทารก  และ  พยาบาลก็เข้ามาวัดความดันทุกๆ 3 ชั่วโมง  ปะป๊ากับแม่ก็อยู่นอนเฝ้าภูผากันสองคน   ภูผาก็ยังคงร่าเริง และคุยเก่งเหมือนเดิมแต่ในวันรุ่งขึ้นนั้นกลับตรงกันข้ามเลย

17 ธันวาคม  ภูผาต้องอดนมก่อนการผ่าตัด 4 ชั่่วโมงคือเวลาตั้งแต่ตี 5 ห้ามกินนม  แม่เลยปลุกภูผามากินนมตั้งแต่ตอนตี 3:30  ภูผากินไปประมาณ 3-4 ออนซ์  แม่ให้ภูผานอนที่อกแม่เพื่อไม่ให้ภูผางอแงและนอนได้นานขึ้น  ประมาณ 7:30 พยาบาลห้องผ่าตัดมารับตัวภูผาเข้าไปที่ห้องผ่าตัด ภูผาก็ตื่นและร้องช่วงนั้นพอดี  โดยแม่นั่งรถเข็นแล้วก็อุ้มภูผาเข้าไปด้านใน  ภูผาเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อผ่าตัดและแม่สามารถเข้าไปส่งได้ถึงข้างในเตียงผ่าตัด  แม่เปลี่ยนเสื้อผ้าเข้าไปด้วย  ส่วนปะป๋าอยู่ด้านนอก  แม่เข้าไปด้านในห้องเตรียมเพื่อรอเวลาเข้าห้องผ่าตัด  แม่อุ้มภูผาเอาไว้ตลอดภูผาก็ร้องไห้ตลอดเลย  น่าจะเป็นเพราะว่าภูผาหิวนมแล้วหล่ะ

551216_untitled003

เวลาประมาณ 8:30 พยาบาลเรียกเข้าห้องผ่าตัด  แม่และภูผาเราสองคนสำรวจห้องผ่าตัดว่ามีอุปกรณ์ใช้สำหรับผ่าตัดเยอะมาก ที่แปลกคือว่าตอนเข้าห้องผ่าตัดภูผากลับไม่ร้องไห้เลย สงสัยตื่นตาตื่นใจได้เห็นอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ แม่รอซักพักแม่ก็ได้เจอกับคุณหมอผ่าตัด(อาจารย์ เฉลิมพงษ์)    อาจารย์หมอเอาเพดานเทียมออก  และเตรียมเฝือกให้ภูผาระหว่างที่รอหมอวิสัญญี  พอหมอวิสัญญีมาถึงก็บอกให้แม่อุ้มภูผาไปนอนบนเตียงผ่าตัด  แล้วหมอก็เอาเหมือนที่ครอบออกซิเจนมาใส่ครอบจมูก  แล้วก็ค่อย ๆ เพิ่มปริมาณยาขึ้นไป  ไม่ถึงนาทีภูผาก็หลับ  คุณหมอก็ให้แม่ออกมารอด้านนอก ก่อนที่แม่จะออกไปแม่ได้บอกกับอาจย์เฉลิมพงษ์อีกครั้งว่าอย่าลืมให้ตัดพังพืดใต้ลิ้นด้วย อาจารย์บอกว่าขอบคุณมากที่เตือน

surgery2

ผ่านไปประมาณ 2 ชั่วโมง  พยาบาลเรียกแม่เข้าไปในห้องผ่าตัด แม่เดินไปหาภูผาที่ห้องพักฟื้น เสียงร้องของภูผาดังมาก แม่เลยเดินตามเสียงไปหาลูก แม่เห็นหน้าภูผาครั้งแรกหลังผ่าตัด ความรู้สึกแม่งงนะ หน้าภูผาบวมๆ ปากบวม ในปากมีคราบเลือดเต็มเลย ตาก็บวม เพราะว่าร้องไห้เยอะแน่ๆ พยาบาลบอกให้แม่อุ้มภูผา เพราะว่าไม่มีอุ่นใดเหมือนอุ่นของแม่ ภูผาจะได้รู้ว่ามีแม่อยู่ข้างๆ แม่อุ้มภูผาซักพัก พยาบาลก็ให้แม่ถือท่อออกซิเจน ให้ภูผาดม เพราะว่าภูผาร้องไห้เยอะมาก แม่ใจคอไม่ดีเท่าไหร่ แต่แม่คิดในใจว่าลูกแม่เข้มแข็งอยู่แล้ว เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ความเจ็บปวดอยู่กับภูผาไม่นานหรอก หมอวิสัญญีเข้ามาคุยกับแม่ว่าไม่ต้องเป็นห่วงภูผาหรอกนะ ภูผานะหิว ไม่ได้เจ็บอะไร ทุกส่วนที่หมอผ่าตัดมียาชาหมด ตอนนี้ยาชายังไม่หมดฤทธิ์ แม่รู้สึกใจชื่นขึ้นมาหมอวิสัญญีพูดกับแม่ว่า อาจารย์ผ่าตัดให้ภูผาออกมาสวยมากทั้งด้านนอก และด้านใน แม่แอบดีใจ สักพักอาจารย์ เฉลิมพงษ์เดินเข้ามาและบอกว่าทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ภูผาจะร้องงองแงจนถึงประมาณเย็นวันพรุ่งนี้ ถึงจะเริ่มกินนมได้ดีขึ้น และอีกสักพักหนึ่งก็ให้นมภูผากินได้เลย และอาจารย์ก็ออกไป  ผ่านไปสักพักภุผาก็ยังไม่เงียบพยาบาลก็เลยบอกว่าเดี๋ยวจะไปบอกป๊าให้ไปเอานมมาให้ภูผากิน ปะป๊าก็เลยขึ้นไปเอานมบนห้องลงมา แม่รู้สึกว่าป๊าขึ้นไปเอานานมากเพราะว่าระหว่างนั้นภูผาดิ้นไปดิ้ินมา ถีบสายน้ำเกลือที่ติดไว้ที่เท้าออก ทำให้เลือดไหลเต็มเสื้อแม่ พยาบาลรีบช่วยกันแก้ไข  แม่รอไม่ไหวก็เลยไปยืนรอป๊าที่หน้าห้องผ่าตัด พอป๊ามาถึง ป๊าก็ตกใจ  เห็นเสื้อแม่มีเลือดไหล ป๊าก็ถามว่าโอเคมั๊ย  แม่ก็บอกว่าโอ แล้วแม่ก็รีบเอานมไปให้ภูผากิน พยาบาลให้แม่เอานมใส่syling ให้ภูผากิน ในใจแม่คิดว่าวิธีนี้ภูผากินไม่ได้แน่นอน ด้วยนิสัยที่กินเร็วและเยอะมานั่งกินที่ละ 1 ml แบบนี้คงไม่ดีแน่ แต่ก็คงไม่มีวิธีใดดีกว่านี้แล้วแหละ เพราะว่าหมอห้ามดูดขวดนมเด็ดขาด แม่ให้นมไปได้สัก 5 ml ภูผาก็เงียบลง แม่ก็ร้องเพลงกล่อมภูผาจนภูผาหลับ คราวนี้ พยาบาลก็บอกว่าคงต้องเจาะให้น้ำเกลือภูผาใหม่ เพราะว่าภูผายังกินนมไม่ค่อยได้ ภูผาเจ็บอีกแล้วลูก  ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พยาบาลก็แจ้งว่าเดี๋ยวจะให้ไปพักที่ห้องพักได้แล้ว ตอนนั้นก็เกือบเที่ยงแล้วแหละ แม่อุ้มภูผานั่งรถเข็นออกมาจากห้องผ่าตัดเห็นป๊ากับยายนั่งรออยู่หน้าห้อง คงกำลังรอลุ้นอยู่ละมั้ง

surgery4

surgery3

ปะป๊าว่าคุณหมอเขาเย็บสวยเชียว  ตอนนั้นยังดูบวม ๆ อยู่ตรงด้านหน้าซีกซ้ายของภูผาบริเวณริมฝีปากกับจมูก  ตรงแก้มมีรอยเลือดแดง ๆ น่าจะคุณหมอเอาอะไรมาแปะไว้  แล้วตอนลอกออกแล้วมันทำให้เป็นแผล  เหมือนตอนที่แม่ลอกเทปออกจากหน้าภูผาแล้วมันเป็นแผลนั่นแหละ  ปะป๊าว่าดูหน้าตาภูผาก็เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนที่ใส่เพดานเทียมอีกนะ  ภูผาหน้าตาจริง ๆ เป็นแบบนี้เหรอ  น่ารักเชียววุ๊ย  พอขึ้นไปที่ห้อง  ภูผาก็ร้องเป็นระยะ ๆ ซึ่งปะป๊ากับแม่ไม่รู้เลยว่าภูผาหน่ะ หิวหรือว่าเจ็บแผลกันแน่  แต่พยาบาลให้ยาแก้ปวดทางสายน้ำเกลือ 1 ครั้ง ซึ่งภูผายังกินได้ไม่เยอะ  ปะป๊ากับแม่ก็ลองใช้ขวดนมพิเศษ  ซึ่งมันไหลเยอะมากเลย  แค่คว่ำขวดนมลงก็ไหลแล้ว  ต่างกับไซริงค์ที่สามารถค่อย ๆ บีบออกมาทีละหยดได้  แต่ว่ามันก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป  ด้วยนิสัยการกินของภูผา  ด้วยความเจ็บปวด  และด้วยท้องภูผาที่น่าจะอืดและยังรับนมที่กินไปไม่ค่อยได้  ปะป๊ากับแม่ก็อุ้มภูผาเกือบจะตลอดเลยในช่วงที่ภูผาตื่น  และตอนนอนก็พยายามให้ภูผานอนที่อกเพื่อให้ภูผานอนได้นานขึ้น  ภูผาร้องไห้น่าสงสารมาก ๆ เลย  ร้องจนตาบวมเพราะว่าตอนร้องน้ำตาภูผาก็ไหลตลอดเวลาเลย  ไม่เหมือนแต่ก่อนที่ถ้าร้องหิวนมก็จะร้อง ๆ แต่น้ำตาไม่ค่อยมี  ภูผาอาจจะเจ็บปากแล้วก็คงเจ็บลิ้นด้วย  เพราะว่าผ่าตัดพังผืดใต้ลิ้น  แล้วดูภูผายังไม่คุ้นกับลิ้นที่ไม่มีพังผืด  เพราะว่าภูผากระดกลิ้นตลอดเวลาเลยตอนร้อง  ไม่รู้จะทำยังไงก็ได้แต่กอดภูผาแน่น ๆ  ให้รู้ว่าปะป๊ากับแม่ก็อยู่ใกล้ ๆ หนูอยู่นะ  เอาใจช่วยภูผาอยู่  แต่ยังไงภูผาก็ผ่านมันมาได้  ภูผาอดทนและเก่งมาก ๆ เลยนะรู้ตัวมั๊ยลูก  วันแรกภูผากินไปได้ประมาณ 6 ออนซ์  ซึ่งจริง ๆ แล้วก่อนผ่าตัดจะได้ประมาณ 24-28 ออนซ์  จึงต้องให้น้ำเกลือภูผาต่อไปจนข้ามคืนไปอีก 1 วัน  หลังจากฉีดยาแก้ปวดเข้าทางสายน้ำเกลือ  หลังจากนั้นพยาบาลเปลี่ยนเป็นให้ยาแก้ปวดโดยการกินแทนเป็นพาราเซตามอลแบบน้ำ  กินไปสองครั้ง  ครั้งที่ 2 ปะป๊าไม่ค่อยอยากให้ภูผากินยาเยอะ ๆ แต่แม่ทนไม่ไหว  เพราะว่าภูผาร้องเหลือเกิน  แม่คิดว่าคงไม่ใช่ร้องหิวแล้วหล่ะ  น่าจะร้องปวดมากกว่าเลยขอยาพยาบาล  ภูผาถีบสายผ้าเทปที่พันขาภูผาเพราะว่าต้องดามเอาไว้ให้น้ำเกลือที่ขาจนมันหลุดไป 2 ครั้ง  พยาบาลต้องมาทำให้ภูผาใหม่  ภูผากับแม่นอนเตียงโรงพยาบาลาง ๆ กันข้าง ๆ กัน

551217_untitled026

รุ่งขึ้นปะป๊าตื่นมาเห็นภูผาตื่นพอดี  ภูผาน้ำตาคลอ ๆ แล้วก็มองหน้าปะป๊า  แววตาใสซื่อคู่นั้นทำให้ตอนนั้นปะป๊ากลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่เลย  รู้สึกสงสารภูผาจับใจ  แม่ก็บอกว่าเมื่อคืนเห็นภูผาตื่นขึ้นมาเหมือนกัน  เห็นภูผามองแม่  แม่ก็คิดโทษตัวเองว่าทำไมภูผาตื่นมาแล้วแม่ถึงไม่รู้  แม่สงสารภูผาก็ร้องไห้ออกมา  สรุปแล้วคืนนั้นปะป๊ากับแม่ก็ร้องไห้โดยไม่ได้นัดหมายกันเลย

Surgery1

วันนี้ภูผากินได้ค่อนข้างเยอะขึ้นแล้วหล่ะ  ตอนเช้าก็ยังพอกินได้ดีขึ้นบ้างจากเมื่อวาน  แต่พอถึงตอนเย็นภูผาก็เริ่มฟื้นกลับมาเป็นภูผาที่กินเยอะและร่าเริงพูดเก่งถึงจะยังไม่เหมือนเดิมทีเดียว  แต่ก็มีท่าทีที่ดีขึ้น  ปะป๊ากับแม่ก็สบายใจแล้วหล่ะ  ตอนบ่าย ๆ ภูผาดิ้นอีกตามเคย  แล้วสายน้ำเกลือมันก็หลุดจากขาภูผา  เอาหล่ะ  จะต้องเจาะใหม่รึเปล่า  เพราะว่าการเจาะน้ำเกลือเด็กทารกเป็นเรื่องที่ยากมากเลยนะ  โดยเฉพาะภูผาที่ดิ้นเก่งมาก  สรุปแล้วพยาบาลโทรหาอาจารย์หมอ  อาจารย์หมอบอกว่าไม่ต้องให้น้ำเกลือแล้วหล่ะ  โชคดีไปว่าภูผาไม่ต้องเจ็บตัวอีก  วันนี้สรุปแล้วภูผาก็กินไปได้ 12 ออนซ์เลยนะ  ครึ่งนึงของที่เคยกินที่บ้านเลยหล่ะ  คุณหมอเข้ามาเยี่ยมภูผาตอนประมาณ 1 ทุ่ม  ก็ดูแผลภูผาและบอกว่าพรุ่งนี้คงจะกลับบ้านได้แล้วหล่ะ  และบอกว่าเฝือกที่ใส่เนี่ยใส่แค่ 7 วัน  หลังจากนั้นก็เอาออกได้  แล้วก็กินขวดนมปกติได้เลย ส่วนที่มีเมือกเคลือบปิดตรงแผลตั้งแต่ตอนผ่าตัดนั้นไม่เป็นไร  มันเอาไว้กันน้ำนม  กลับบ้านก็เอาน้ำเกลือค่อย ๆ เช็ด

551217_untitled032

551218_untitled046

รุ่งขึ้นวันสุดท้ายของการนอนโรงพยาบาล  ปะป๊าไปทำงานครึ่งวัน  อาจารย์หมอเข้ามาเยี่ยมภูผาตอนช่วงเช้า  ดูแผล  และชมภูผาด้วยนะว่าจมูกของภูผาหน่ะขึ้นดีเลย  เด็กน้อยคนที่จะขึ้นได้ดีขนาดนี้  และยังฝากชมไปยังหมอฟันที่ทำเพดานเทียมให้กับภูผาด้วยหล่ะ  แม่ก็เลยภูมิใจที่ความพยายามของแม่นั้นได้ผล  หลังจากนั้นก็ไปจ่ายเงินและแต่งตัวให้ภูผาเพื่อออกจากโรงพยาบาล  ได้ยาแก้ปวดกับยาแก้อักเสบให้ภูผากินตอนอยู่ที่บ้าน  แล้วประมาณบ่ายโมงกว่าปะป๊าก็มารับภูผากลับบ้าน

ช่วงอยู่บ้านก็กินนมโดยใช้ขวดนมพิเศษและยังสลับกับการใช้ไซริงค์เหมือนเดิม  เพราะว่าบางทีภูผากินขวดนมพิเศษที่นมไหลมาก ๆ ก็สำลัก  ก็ต้องให้ไซริงค์  แต่บางทีให้ไซริงค์แล้วนมไหลไม่ท้นใจภูผาก็ร้องไห้อีก  แต่หลัง ๆ ภูผากลับชอบกินยาแก้อักเสบที่ให้ผ่านไซริงค์  น่าจะเป็นเพราะว่ามันมีรสหวาน ๆ ภูผาคงชอบ  บางทีร้อง ๆ แต่พอให้กินยาก็หยุดร้องแล้วก็กินยาใหญ่เลย  ก็ฉวยจังหวะโอกาสนี้เอาไซริงค์ดูดนมให้ภูผากินไปด้วยทีเดียวเลย  ภูผาก็กลับมากินได้ประมาณ 18-20 ออนซ์ต่อวันแล้วหล่ะ

พุธที่ 26 ธันวา  พอภูผาไปถอดเฝือก อาจารย์หมอบอกว่าสามารถกินนมได้ตามปกติแล้ว  ภูผาเอามือเข้าปากหรือจมูกได้ไม่เป็นไร  ส่วนที่มีเมือกเคลือบปิดตรงแผลยังพอมีอยู่  ก็เอากรรไกรตัดเล็บเล็มตรงที่มันกำลังจะหลุดก็ได้  เอาน้ำเกลือเช็ด  เดี๋ยวมันก็จะหลุดออกไปเอง  และอาจารย์หมอดูจมูกแล้วก็บอกกับปะป๊าว่าถ้ามองจมูกจากทางด้านบนหรือด้านหน้าจะดูเท่ากันนะ  แต่ถ้ามองแหงนขึ้นไปดูรูจมูกจะดูว่ามันยังไม่เท่ากัน  รูจมูกด้านซ้ายของภูผาจะเหมือนมีเนื้อเล็ก ๆ ลงมาปิด  ซึ่งมันจะเป็นแบบนี้ต่อไป  โตขึ้นกว่านี้ก็จะยังเห็น  เดี๋ยวเราค่อยมาตัดแต่งกันตอนช่วงอายุที่จะต้องทำการตัดแต่งจมูกประมาณอายุ 6 ขวบ  อาจารย์หมอบอกว่าขั้นต่อไปก็เหลือผ่าตัดเพดาน  อาจารย์ถามว่าภูผาเกิดวันไหน  ปะป๊าบอกว่า 6 กันยา  อาจารย์หมอเลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นผ่าตัดเพดานก็น่าจะประมาณ สิงหาหรือกันยาปีหน้า 2556  อาจารย์นัดภูผามาดูอีกที 4 เดือนนับจากนี้  ก็ตรงกับวันที่ 24 เมษายน 2556  ซึ่งอาจารย์นัดอาจารย์หมอแผนกหู คอ จมูกเอาไว้ให้ด้วย  เพื่อไปให้อาจารย์หมอเชคว่า  หูปกติรึเปล่า  ปะป๊าเลยบอกว่าเรื่องนี้แม่กังวลใจอยู่  อาจารย์เลยบอกว่าหูผิดปกติมีหลายแบบ  หูหนวกแต่กำเนิด  หรือแบบที่สองคือเกิดมาปกติ  แต่ก็จะค่อย ๆ เป็นหูอักเสบ  หูน้ำหนวก ไปเรื่อยๆ  แต่ถ้าแบบหลังเนี่ยสามารถรักษาได้ไม่น่าเป็นห่วง  ปะป๊าเลยบอกว่าเคยตรวจการได้ยินมาตอนเกิดใหม่ ๆ แล้วภูผาได้ยินข้างเดียว  แต่จำไม่ได้ว่าเป็นข้างไหน  อาจารย์เลยบอกว่าไม่เป็นไร  ตอนนั้นน่าจะตรวจแบบหยาบเดี๋ยวคราวหน้าที่ไปหาหมอ หู คอ จมูก คงได้ตรวจแบบละเอียดอีกครั้ง  ถ้าผิดปกติหรือว่าต้องมีการผ่าตัด  จะได้ผ่าตัดพร้อมกันทีเดียวไปเลยตอนที่ทำเพดานเทียม

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , ,

หาหมอครั้งสุดท้ายก่อนผ่าตัดริมฝีปาก

photo (32)

แม่พาภูผามาหาหมอศัลยกรรมวันที่ 28 พฤศจิกายน  เป็นการนัดอาจารย์หมอเพิ่มเติมเพราะว่าลืมบอกหมอไปว่า  ให้หมอผ่าตัดพังผืดใต้ลิ้นให้ด้วย  ซึ่งพังผืดนี้ป๊าก็มีแต่เพิ่งให้หมอฟันผ่าเมื่อตอนโตแล้ว  เคยปรึกษาหมอฟัน  แล้วหมอบอกว่าให้ผ่าพร้อมกันทีเดียวตอนผ่าตัดไปเลย  จะได้ไม่ต้องเจ็บตัวหลายรอบ  ซึ่งพอแม่ได้พบคุณหมอ  คุณหมอก็บอกว่า  มันทำได้ง่าย  สบายมาก  ดีแล้วที่มาบอก  จะได้ทำพร้อมกันทีเดียว  ก็ถือว่าครั้งนี้พบหมอศัลยกรรมครั้งสุดท้ายแล้วก่อนการผ่าตัดริมฝีปาก  เจอกันอีกทีกับคุณหมอที่ห้องผ่าตัดเลย

วันรุ่งขึ้น 29 พฤศจิกายน

หมอเด็กนัดไปฟังผลเลือดที่เจาะไปคราวที่แล้ว  คุณหมอบอกว่าที่เลือดจางเป็นปกติของเด็กอายุราว ๆ นี้  เพราะว่าตรวจดูค่าอย่างอื่นแล้วปกติดี  คุณแม่เลยถามหมอเรื่องน้ำหนักของภูผา  เพราะว่าสองอาทิตย์ที่ผ่านมาภูผาขึ้น 3 ขีด  คุณหมอบอกว่าจะว่าน้อยก็น้อยนะ  แต่ก็ค่าก็ยังถือว่ายอมรับได้อยู่  เมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานของช่วงเด็กวัยนี้  คุณหมอบอกว่าภูผาเป็นเด็กอารมณ์ดี  คุยเก่ง  เพราะว่าภูผาคุยกับพยาบาลและหมอตลอดเลย

หลังจากนั้น แม่ก็พาภูผามาหมอฟันที่ตึกเก่า  คุณหมอชมภูผา และแม่ใหญ่เลยว่า  จมูกดันขึ้นได้ดีมากเลย  หมอถามแม่ว่าได้ปรับอะไรเพิ่มเติมมั๊ย  หมอก็เลยคุยกับพยาบาลว่าการดึงเป็นสิ่งสำคัญ  แม่เลยบอกคุณหมอว่าคราวที่แล้วที่ไม่ค่อยกล้าดึงเพราะว่าลูกเป็นแผล  แต่หลังจากคราวที่แล้วก็กลับดึงเหมือนเดิม  คราวนี้เลยกลายเป็นครั้งสุดท้ายที่มาหาหมอฟันก่อนผ่าตัดริมฝีปาก  พยาบาลว่าตอนทำลูกร้องไห้เยอะมั๊ย  แม่ก็เลยบอกว่าตอนแรก ๆ ก็ร้องเหมือนกัน  ก็พยายามหาเทคนิคต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ไม่ร้องไห้แล้วตอนทำ  หลังจากนี้ก็ค่อยมาหา 1 เดือนหลังผ่าตัด  แล้วอีกทีก็โน่น  ตอนฟันซี่แรกขึ้น

คุณหมอชมก็ทำให้แม่รู้สึกภูมิใจว่าความพยายามของแม่นั้นสำเร็จ  เอาไว้วันหลังเดี๋ยวแม่จะเขียนวิธีการใส่เพดานเทียมแชร์ให้กับแม่ ๆ คนอื่นบ้างนะ

คราวหน้าก็เป็นวันผ่าตัดวันที่ 17 ธันวาคม  แต่อาจจะต้องมานอนโรงพยาบาลวันที่ 16 ธันวาคม  ต้องรอพยาบาลโทรมานัดเวลาอีกครั้งนึง

ภูผาจะได้ผ่าตัดแล้ว  รู้สึกดีใจจังเลย  ภูผาจะหล่อแล้วคร๊าบ  และหวังว่าการกินของภูผาก็จะดีขึ้น  เพราะว่าภูผาจะได้ใช้ริมฝีปากดูดได้แล้วน๊า  แต่ไม่รู้ว่าหลังจากผ่าตัดภูผาจะเจ็บแค่ไหน  แต่ยังไงลูกก็ต้องอดทนเอาไว้นะ  เราจะสู้ไปด้วยกันนะครับ

 

ป้ายกำกับ: , , , , , ,

หาหมอศัลยกรรมครั้งที่ 3

เมื่อวันพุธที่ 14 พฤศจิกายน 2555

ครั้งนี้ภูผาไปหาหมอหลายคนมากเลย

เริ่มตั้งแต่ตอนเช้า

พาภูผาไปหาหมอศัลยกรรมหมอถ่ายรูปไป  แล้วก็ตกลงนัดกันจริง ๆ แล้วว่าจะผ่าตัดวันที่ 17 ธันวา  ซึ่งหมอศัลยกรรมบอกว่าตอนช่วงที่ผ่าตัดห้ามเป็นหวัด  ถ้าเป็นก็ต้องเลื่อน  แล้วก็ดำเนินเรื่องจองห้อง และต้องพาภูผาไปเจาะเลือดและเอกซเรย์  และพยาบาลถามว่าจะพบหมอวิสัญญีเลยมั๊ย  เราก็ตกลงว่าพบไปเลยทีเดียว  คราวนี้เจาะเลือดที่ต้นแขนจะไม่เหมือนตอนคลอดใหม่ ๆ ที่เจาะที่ส้นเท้าแล้ว  เพราะว่าตอนนี้ส้นเท้าเริ่มหนาแล้วหล่ะ  ตอนเจาะก็จะห่อตัวและยกแขนด้านที่เจาะออกมา  เสร็จแล้วก็พาไปเอกซเรย์ปอด  แม่จับแขนภูผา  ตอนนั้นภูผาหิวและหงุดหงิดทำให้ก็ดิ้นเลยต้องทำกันหลายครั้ง  นักรังสีเลยต้องมาจับขาช่วยเพื่อไม่ให้ดิ้น  ถึงจะได้ภาพที่ชัดที่สุด  เสร็จแล้วก็มาหาหมอฟันตามนัด  หมอฟันบอกว่าจมูกตกลงนิดหน่อยจะเลื่อนดีมั๊ย  แม่ก็บอกว่าไปทำเรื่องผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว  แล้วก็รู้สึกว่าไม่ค่อยอยากเลื่อนแล้ว  อยากให้ภูผาได้ผ่าเร็ว  ๆ

ตอนบ่าย

มาหาหมอวิสัญญีซึ่งหมอกำลังติดผ่าตัดอยู่  เราก็เลยขึ้นไปพบหมอที่หน้าห้องผ่าตัด  หมอวิสัญญีบอกว่าผลเลือดจางนิด ๆ  หมอก็เลยให้ลองไปหาหมอกุมารแพทย์  ไปปรึกษาหมอกุมารแพทย์บอกว่าเลือดของทารกอายุเท่านี้โดยปกติจะจางนิด ๆ อยู่แล้ว  แต่เด็กทั่ว ๆ ไปจะไม่ค่อยเจาะกันตอนนี้เลยไม่ค่อยรู้  หมอก็เลยขอเจาะเลือดเพิ่มเพื่อดูสาเหตุจริง ๆ ว่าเกิดมาจากอะไร   ถ้าเป็นสาเหตุที่มาจากโรคอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาวะปกติก็จะต้องทำการรักษาหรือว่าทำยังไงต่อก็ค่อยว่ากัน  หมอต่ออีกทีวันที่ 29 พ.ย. นี้   วันเดียวกันกับที่หมอฟันนัดครั้งหน้า

แล้วแม่ก็ไปจองห้องพัก  ซึ่งหมอให้เข้ามาพักตั้งแต่วันที่ 16 ก่อนผ่าตัด 1 วัน  ซึ่งต้องทำการอดนมตั้งแต่ตีห้า ของวันที่ผ่าตัด  โดยเราเริ่มนัดหมอผ่าตัด 9 โมงเช้า  น้ำกินได้แบบจิบ ๆ แต่ต้องงดเลยก่อนผ่าตัด 2 ชั่วโมง   หมอวิสัญญีก็บอกว่าห้ามเป็นหวัด  เพราะมันจะทำให้ทางเดินทางหายใจตีบ  แล้วช่วงดมยาก็ทำไประคายเคืองทางเดินหายใจ  และจะมีผลทำให้เป็นโรคหอบหืดในอนาคตได้  แม่ก็เลยถามหมอว่าห้ามเป็นหวัดเป็นยังไง  เพราะปกติภูผาจะจาม หรือไออยู่แล้วตามปกติ  หมอก็บอกว่าให้ดูที่ไข้ และดูที่ว่ามีน้ำมูกไหลมั๊ย  แต่ปกติหมอก็จะเชคอยู่แล้วก่อนที่จะทำการผ่าตัดว่าเป็นหวัดมั๊ย

เพราะฉะนั้นเราก็คิดว่า 2 อาทิตย์ก่อนผ่าตัดก็จะไม่พาภูผาไปไหน  เพราะว่าเผื่อระยะฟักตัวของไข้และลดโอกาสเสี่ยงที่จะไปติดหวัดมาได้

 

ป้ายกำกับ: , ,

หาหมอศัลยกรรมครั้งที่ 2

วันนี้แม่เขาพาภูผาไปหาหมอศัลยกรรมเป็นครั้งที่ 2 แล้ว  หมอนัดห่างจากครั้งแรก 1 เดือน  เพื่อดูปากหลังจากที่ใส่เพดานเทียมไปว่าเป็นอย่างไรบ้าง

คุณหมอบอกว่าโอเคแล้ว  ปากเริ่มเข้ามาใกล้ชิดกัน  แล้วคุณหมอถ่ายรูปไป  เสร็จแล้วก็นัดวันผ่าตัดเป็นวันที่ 17 ธันวา  ก็คืออีก 2 เดือน  คุณหมอบอกว่าเป็นแผนเอาไว้เราจะได้จัดการวางแผนชีวิตเราได้  เพราะว่าปะป๊ากับแม่ก็ต้องวางแผนลางานกันอีกที  แต่คุณหมอบอกว่ายังไงก็ขึ้นกับหมอฟันนะว่าจะผ่าได้รึยัง  ต้องดูว่าตรงจมูกที่ดันเอาไว้โอเคแล้วรึยัง

คราวหน้าที่แม่ไปหาคุณหมอฟันก็จะบอกหมอว่า  คุณหมอศัลยกรรมนัดวันผ่าคร่าว ๆ แล้ว  ขึ้นอยู่กับคุณหมอฟันตัดสินใจอีกทีนึงว่าจะผ่าได้รึยัง  จะได้กำหนดวันผ่าที่แน่นอนกันได้

ปะป๊ากับแม่ดีใจมาก !  อย่างน้อยก็มีความหวังว่าภูผาจะได้ผ่าตัดแล้ว  เรามีกำหนดวันคร่าว ๆ เอาไว้แล้ว

สู้ ๆ นะภูผา  เดี๋ยวลูกก็หล่อแล้วหล่ะนะ 😉

 

ป้ายกำกับ: ,

หาหมอศัลยกรรมและหมอฟันครั้งแรก

เล่าย้อนหลังตอนไปหาหมอศัลยกรรมและหมอฟันครั้งแรกที่รามา

หลังจากที่ปะป๊าได้ใบสูติบัตรที่โรงพยาบาลวิภาวดีประมาณ 1 อาทิตย์หลังจากที่ภูผาคลอด  ปะป๊าก็รีบโทรไปนัดอาจารย์หมอ ผศ.นพ. เฉลิมพงษ์ ฉัตรดอกไม้ไพร เป็นวันพุธที่ 18 กันยายน 2555  นัดช่วงเช้า  แต่พอใกล้ ๆ พยาบาลโทรมาเลื่อนเป็นช่วงบ่าย   ปะป๊าก็ขับรถพาแม่ไปที่โรงพยาบาลในวันพุธนั้น  ไปพบคุณหมอที่คลินิกพรีเมียมศัลยกรรมชั้น 4 ตึกศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์  และเป็นครั้งแรกที่ปะป๊ากับแม่ได้ใช้ขนเข็นของภูผาที่ยายซื้อให้

อาจารย์หมอน่าจะอายุประมาณ 40 กว่าแล้วหล่ะ  แต่ยังดูหนุ่มอยู่เลย  อาจารย์ไม่ได้ดูด้านในปากของภูผา  เพราะว่าตอนนั้นภูผากำลังหลับอยู่  เดี๋ยวจะตื่น  แต่อาจารย์ก็พอจะคาดการณ์ได้ว่าภูผาเป็นยังไง  อาจารย์บอกว่าต้องมีการผ่าตัดกันหลายครั้งคือผ่าตัดริมฝีปากและก็ผ่าตัดเย็บเพดาน  ซึ่งข้อมูลพวกนี้ปะป๊าพอจะรู้บ้างแล้ว  หลังจากอ่านในอินเตอร์เนต  ก็เป็นบทความที่อาจารย์เฉลิมพงษ์เขียนนั่นแหละของ Rama-Cleft  แล้วอาจารย์ก็ให้ดูรูปเด็กที่อาจารย์เคยผ่าตัดว่าหลังจากผ่าตัดแล้วเป็นยังไงบ้าง  ซึ่งปะป๊าว่าโอเคเลยหล่ะ  แผลเนียนเลยทีเดียว  อาจารย์บอกว่ามีสองวิธีการรักษาให้เลือกก็คือ 1) ผ่าตัดตอนอายุประมาณ 3 เดือน แล้วค่อยไปตัดแต่งจมูกตอน 6 ขวบ  กับ 2) ใส่เพดานเทียม แบบที่มีที่ดันจมูก  ซึ่งอาจจะต้องเลื่อนเวลาผ่าตัดไปอีก 2 เดือน คือจะได้ผ่าตัดริมฝีปากตอนประมาณ 5 เดือน  แต่จมูกก็จะดูสวยกว่าตั้งแต่ตอนผ่าตัดในครั้งแรก  เพราะที่ดันจมูกก็จะไปช่วยสร้างให้รูจมูกด้านที่แบนนูนขึ้นมา  แต่สุดท้ายยังไงก็ต้องผ่าตัดตกแต่งจมูกกันอีกทีตอน 6 ขวบเหมือนกัน  แต่วิธีที่ 2 ก็จะเหมาะกับคนที่มีเวลาพาลูกมาที่โรงพยาบาลเพื่อปรับตัวเพดานเทียมกับที่ดันจมูก  ทุก ๆ 2 อาทิตย์   ซึ่งทั้ง 2 วิธี  ผลสุดท้ายแล้วก็ได้ผลที่ใกล้เคียงกัน

ปะป๊ากับแม่ก็มองหน้ากันแล้วก็ตัดสินใจว่าจะให้ภูผาใส่เพดานเทียมที่มีที่ดันจมูก  อาจารย์ก็เลยส่งไปที่คลินิกทันตกรรมพรีเมียมซึ่งอยู่เยื้อง ๆ กับพรีเมียมศัลยกรรม  เพื่อนัดอาจารย์หมอนันทนา ศรีอุดมพร

พอไปถึงพยาบาลที่ดูแลคิวบอกว่าคิวของอาจารย์ได้เร็วสุดเดือนพฤศจิกายน  ปะป๊ากับแม่เริ่มเครียด  เพราะว่าอยากให้ภูผาได้ใส่เพดานเทียมกับที่ดันจมูกไวกว่านั้น  เพราะว่าถ้าได้คิวเดือนพฤศจิกายนถึงค่อยใส่ก็ไม่น่าจะมีประโยชน์อะไร  เพราะว่าเกือบ 3 เดือนแล้ว  พยาบาลก็บอกว่า  ลองโทรมาถามคิวอีกทีก็ได้  ถ้ามีคนยกเลิกไม่มาตามนัดก็จะได้มาแทนเขาได้  คุณหมอเข้าวันพฤหัสกับศุกร์

เย็นนั้นปะป๊ากับแม่ก็เริ่มกังวลใจว่าจะทำยังไงดี  หรือว่าเราจะผ่าตัดโดยไม่ต้องใส่เพดานเทียมดี  หรือว่าจะพาภูผาไปใส่เพดานเทียมที่อื่น เช่น  ที่ทันต มหิดล

วันรุ่งขึ้นปะป๊าก็ลองโทรไปถามคิวดูอีกที  บอกว่าอยากพบหมอเร็ว ๆ เขาว่าวันนี้คิวว่างพอดี  ตอนประมาณ 6 โมงเย็น  ปะป๊าดีใจมากก็โทรบอกให้แม่เก็บของเตรียมตัวพาภูผาไปหาหมอได้เลยเย็นวันนั้น  แล้วแม่เขาก็โทรหากู๋เป้  ซึ่งกู๋เป้  กำลังจะกลับบ้านพอดี  ก็ขับรถพาแม่กับภูผาไปหาหมอเย็นวันนั้น

อาจารย์หมอนันทนา  อธิบายให้แม่ฟังละเอียดมาก  ถึงการใส่เพดานเทียม  การผ่าตัด  การจัดฟันในอนาคต  บอกว่าภูผา  ยังต้องเจ็บอีกหลายครั้ง  อาจาย์หมอเล่าให้ฟังถึงการใส่เพดานเทียมกับที่ดันจมูก  ว่ามันมีข้อดีที่จมูกของลูกก็จะสร้างกระดูกของตัวเองขึ้นมา  โดยไม่ต้องใช้กระดูกที่อื่นหรือฉีดอะไรเข้าไปตอนที่ทำการผ่าตัดจมูก  และอาจารย์หมอถามแม่ว่าทำไมถึงมาหาที่คลินิกพรีเมียม  ทำไมไม่ไปที่ตึกเก่า   อาจารย์หมอเลยนัดแม่ให้ไปที่ตึกเก่าเพื่อทำเพดานเทียม   บอกว่าถ้าไปที่นั่นจะได้เจอคนที่เป็นเหมือนกับเราได้พบปะพูดคุย  จะได้รู้สึกว่าเราก็มีเพื่อน  มีคนเป็นเหมือนกับเรา  ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน  อาจารย์หมอบอกอีกว่าตัวเพดานเทียมอันเก่ามันใช้ไม่ได้  เพราะมันเอามาฝนไม่ได้  มันเป็นแบบบาง  คุณหมอเลยให้ไปติดต่อขอบล๊อกจากโรงพยาบาลเก่า   แล้วเอามาให้หมอดูก่อน  ถ้าใช้ไม่ได้ก็ต้องพิมพ์ปากเพื่อทำเพดานเทียมใหม่  ซึ่งในการพิมพ์ปากเพื่อทำเพดานเทียมนั้นคุณหมอบอกว่าอาจจะต้องไปทำในห้องซึ่งมีคุณหมอดมยาเข้าไปด้วย  เพราะว่าจะมีเครื่องมือที่พร้อมกว่าเป็นเครื่องวัดปริมาณออกซิเจน  เพราะว่าเด็กต้องอดอาหารและนิสัยการร้องไห้ระบบการหายใจของเด็กยังไม่ค่อยดีเท่าไีร  จะได้มีเครื่องมือและคุณหมอช่วยเหลือได้

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน 2555  ปะป๊ากับแม่ก็พาภูผาไปทำเพดานเทียมที่ตึกเก่าของรามา ได้เจอกับเด็กที่เป็นเหมือนภูผาเลย  2 คน  คนนึงเป็นข้างเดียวเหมือนภูผา  อีกคนนึงเป็น 2 ข้าง  แล้วก็ได้เจอเคสเด็กที่ก็ไม่รู้ว่าป่วยเป็นโรคอะไร  แต่ติดถังอ๊อกซิเจนมาด้วย  ปะป๊ากับแม่ก็เลยคิดว่า  โห…ภูผาเนี่ย  ถือว่าเป็นน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ เขา  คุณหมอก็บอกอย่างนั้นเช่นกัน  ของภูผาร่องตรงเพดานไม่กว้างเลย  น่าจะผ่าตัดไม่ยาก  แล้วบล๊อกที่เอาไปให้ก็ใช้ได้ด้วย  คุณหมอก็เลยทำให้ได้เลย  นัดให้มาใส่อีกทีตอนบ่ายของวันนั้นเลย

ช่วงบ่ายก็ถึงเวลาใส่เพดานเทียมให้กับภูผาแล้วนะ  ก่อนหน้านั้น  มีช่างกล้องมาถ่ายรูปภูผากับเด็กคนอื่นๆ  เอาไว้  น่าจะเอาไปทำเป็นสื่อการสอนหล่ะมั๊ง  อย่างน้อย ๆ ภูผาก็มีประโยชน์ให้กับคนอื่นๆ  นะ  ขั้นตอนในการใส่เพดานเทียมให้ภูผาก็ไม่ได้ยุ่งยากมากมายนัก  ปะป๊าเป็นคนอุ้มให้คุณหมอใส่เพดานเทียมและที่ดันจมูกให้   ส่วนแม่ไปซื้ออุปกรณ์พวกยางและเทปปิดปาก  ภูผาไม่ค่อยร้องเท่าไร  ภูผาเก่งมาก  แต่…

พอขึ้นรถกลับบ้าน  ภูผาร้องไห้ใหญ่เลย  ตอนที่เกือบจะถึงบ้านแล้ว  แล้วก็ร้องตลอดเวลาเลย  สงสัยว่าภูผาจะเจ็บ  แล้วก็กินขวดนมอันเดิมไม่ค่อยได้ด้วย  ตอนนั้นรู้สึกว่าไม่รู้จะทำยังไงกันดีเลย  ปะป๊าก็เลยทดลองให้กินขวดนมธรรมดา  แต่เอาจุกนมไปบากเป็นรูปกากบาท  เพื่อให้รูใหญ่ขึ้นภูผาจะได้กินได้ง่ายขึ้น  ซึ่งก็ได้ผล  ภูผาก็กินได้ในเย็นวันนั้น  แต่หลังจากนั้นก็ยังร้องไห้เยอะอยู่ดีเมื่อเทียบกับก่อนหน้าที่จะใส่เพดานเทียม  มีคนบอกว่าจะร้องไห้แบบนี้ 3 วัน !

หลังจากวันนั้นแม่หนูก็ทดลองให้กินขวดนมพิเศษแบบเก่ากับขวดนมธรรมที่ปะป๊าบากหัวให้  กลับเป็นว่ากินขวดนมพิเศษดีกว่า  ก็เลยกินขวดนมพิเศษเรื่อย ๆ มา

หมายเหตุ : มีศูนย์และมูลนิธิที่สามารถติดต่อเพื่อรับการรักษาโรคปากแหว่งเพดานโหว่ เช่น ศูนย์ของจุฬา  ศูนย์ของรามา  มูลนิธิตะวันฉาย และจะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สามารถเข้าไปดูได้ที่หน้า เวปลิงค์ดีดี ครับ

 

ป้ายกำกับ: , , ,