RSS

Tag Archives: กินนม

ผ่าตัดริมฝีปากแล้วคร๊าบ

และแล้ววันผ่าตัดครั้งแรกที่รอคอยก็มาถึง

16 ธันวาคม  ปะป๊ากับแม่และเหล่าอากู๋,อากิ๋ม,ยาย และอาอี๊มาส่งภูผากันที่โรงพยาบาลรามา  เพราะว่าเราต้องมานอนพักก่อนเข้ารับการผ่าตัดในวันพรุ่งนี้  เราไปติดต่อที่ผู้ป่วยในและได้ขึ้นไปพักที่ชั้น 6 หวอด 5 น่าจะเป็นหวอดเด็ก ที่ตึกศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์  ภายในห้องพักเหมือนโรงแรมเลย  ค่อนข้างสะอาดและดูดี  พร้อมกับมีวิวด้านนอกที่เป็นสวนปลูกต้นไม้ด้านนอกอีกด้วย  ภูผาใส่เสื้อของโรงพยาบาลแบบทารก  และ  พยาบาลก็เข้ามาวัดความดันทุกๆ 3 ชั่วโมง  ปะป๊ากับแม่ก็อยู่นอนเฝ้าภูผากันสองคน   ภูผาก็ยังคงร่าเริง และคุยเก่งเหมือนเดิมแต่ในวันรุ่งขึ้นนั้นกลับตรงกันข้ามเลย

17 ธันวาคม  ภูผาต้องอดนมก่อนการผ่าตัด 4 ชั่่วโมงคือเวลาตั้งแต่ตี 5 ห้ามกินนม  แม่เลยปลุกภูผามากินนมตั้งแต่ตอนตี 3:30  ภูผากินไปประมาณ 3-4 ออนซ์  แม่ให้ภูผานอนที่อกแม่เพื่อไม่ให้ภูผางอแงและนอนได้นานขึ้น  ประมาณ 7:30 พยาบาลห้องผ่าตัดมารับตัวภูผาเข้าไปที่ห้องผ่าตัด ภูผาก็ตื่นและร้องช่วงนั้นพอดี  โดยแม่นั่งรถเข็นแล้วก็อุ้มภูผาเข้าไปด้านใน  ภูผาเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อผ่าตัดและแม่สามารถเข้าไปส่งได้ถึงข้างในเตียงผ่าตัด  แม่เปลี่ยนเสื้อผ้าเข้าไปด้วย  ส่วนปะป๋าอยู่ด้านนอก  แม่เข้าไปด้านในห้องเตรียมเพื่อรอเวลาเข้าห้องผ่าตัด  แม่อุ้มภูผาเอาไว้ตลอดภูผาก็ร้องไห้ตลอดเลย  น่าจะเป็นเพราะว่าภูผาหิวนมแล้วหล่ะ

551216_untitled003

เวลาประมาณ 8:30 พยาบาลเรียกเข้าห้องผ่าตัด  แม่และภูผาเราสองคนสำรวจห้องผ่าตัดว่ามีอุปกรณ์ใช้สำหรับผ่าตัดเยอะมาก ที่แปลกคือว่าตอนเข้าห้องผ่าตัดภูผากลับไม่ร้องไห้เลย สงสัยตื่นตาตื่นใจได้เห็นอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ แม่รอซักพักแม่ก็ได้เจอกับคุณหมอผ่าตัด(อาจารย์ เฉลิมพงษ์)    อาจารย์หมอเอาเพดานเทียมออก  และเตรียมเฝือกให้ภูผาระหว่างที่รอหมอวิสัญญี  พอหมอวิสัญญีมาถึงก็บอกให้แม่อุ้มภูผาไปนอนบนเตียงผ่าตัด  แล้วหมอก็เอาเหมือนที่ครอบออกซิเจนมาใส่ครอบจมูก  แล้วก็ค่อย ๆ เพิ่มปริมาณยาขึ้นไป  ไม่ถึงนาทีภูผาก็หลับ  คุณหมอก็ให้แม่ออกมารอด้านนอก ก่อนที่แม่จะออกไปแม่ได้บอกกับอาจย์เฉลิมพงษ์อีกครั้งว่าอย่าลืมให้ตัดพังพืดใต้ลิ้นด้วย อาจารย์บอกว่าขอบคุณมากที่เตือน

surgery2

ผ่านไปประมาณ 2 ชั่วโมง  พยาบาลเรียกแม่เข้าไปในห้องผ่าตัด แม่เดินไปหาภูผาที่ห้องพักฟื้น เสียงร้องของภูผาดังมาก แม่เลยเดินตามเสียงไปหาลูก แม่เห็นหน้าภูผาครั้งแรกหลังผ่าตัด ความรู้สึกแม่งงนะ หน้าภูผาบวมๆ ปากบวม ในปากมีคราบเลือดเต็มเลย ตาก็บวม เพราะว่าร้องไห้เยอะแน่ๆ พยาบาลบอกให้แม่อุ้มภูผา เพราะว่าไม่มีอุ่นใดเหมือนอุ่นของแม่ ภูผาจะได้รู้ว่ามีแม่อยู่ข้างๆ แม่อุ้มภูผาซักพัก พยาบาลก็ให้แม่ถือท่อออกซิเจน ให้ภูผาดม เพราะว่าภูผาร้องไห้เยอะมาก แม่ใจคอไม่ดีเท่าไหร่ แต่แม่คิดในใจว่าลูกแม่เข้มแข็งอยู่แล้ว เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ความเจ็บปวดอยู่กับภูผาไม่นานหรอก หมอวิสัญญีเข้ามาคุยกับแม่ว่าไม่ต้องเป็นห่วงภูผาหรอกนะ ภูผานะหิว ไม่ได้เจ็บอะไร ทุกส่วนที่หมอผ่าตัดมียาชาหมด ตอนนี้ยาชายังไม่หมดฤทธิ์ แม่รู้สึกใจชื่นขึ้นมาหมอวิสัญญีพูดกับแม่ว่า อาจารย์ผ่าตัดให้ภูผาออกมาสวยมากทั้งด้านนอก และด้านใน แม่แอบดีใจ สักพักอาจารย์ เฉลิมพงษ์เดินเข้ามาและบอกว่าทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ภูผาจะร้องงองแงจนถึงประมาณเย็นวันพรุ่งนี้ ถึงจะเริ่มกินนมได้ดีขึ้น และอีกสักพักหนึ่งก็ให้นมภูผากินได้เลย และอาจารย์ก็ออกไป  ผ่านไปสักพักภุผาก็ยังไม่เงียบพยาบาลก็เลยบอกว่าเดี๋ยวจะไปบอกป๊าให้ไปเอานมมาให้ภูผากิน ปะป๊าก็เลยขึ้นไปเอานมบนห้องลงมา แม่รู้สึกว่าป๊าขึ้นไปเอานานมากเพราะว่าระหว่างนั้นภูผาดิ้นไปดิ้ินมา ถีบสายน้ำเกลือที่ติดไว้ที่เท้าออก ทำให้เลือดไหลเต็มเสื้อแม่ พยาบาลรีบช่วยกันแก้ไข  แม่รอไม่ไหวก็เลยไปยืนรอป๊าที่หน้าห้องผ่าตัด พอป๊ามาถึง ป๊าก็ตกใจ  เห็นเสื้อแม่มีเลือดไหล ป๊าก็ถามว่าโอเคมั๊ย  แม่ก็บอกว่าโอ แล้วแม่ก็รีบเอานมไปให้ภูผากิน พยาบาลให้แม่เอานมใส่syling ให้ภูผากิน ในใจแม่คิดว่าวิธีนี้ภูผากินไม่ได้แน่นอน ด้วยนิสัยที่กินเร็วและเยอะมานั่งกินที่ละ 1 ml แบบนี้คงไม่ดีแน่ แต่ก็คงไม่มีวิธีใดดีกว่านี้แล้วแหละ เพราะว่าหมอห้ามดูดขวดนมเด็ดขาด แม่ให้นมไปได้สัก 5 ml ภูผาก็เงียบลง แม่ก็ร้องเพลงกล่อมภูผาจนภูผาหลับ คราวนี้ พยาบาลก็บอกว่าคงต้องเจาะให้น้ำเกลือภูผาใหม่ เพราะว่าภูผายังกินนมไม่ค่อยได้ ภูผาเจ็บอีกแล้วลูก  ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พยาบาลก็แจ้งว่าเดี๋ยวจะให้ไปพักที่ห้องพักได้แล้ว ตอนนั้นก็เกือบเที่ยงแล้วแหละ แม่อุ้มภูผานั่งรถเข็นออกมาจากห้องผ่าตัดเห็นป๊ากับยายนั่งรออยู่หน้าห้อง คงกำลังรอลุ้นอยู่ละมั้ง

surgery4

surgery3

ปะป๊าว่าคุณหมอเขาเย็บสวยเชียว  ตอนนั้นยังดูบวม ๆ อยู่ตรงด้านหน้าซีกซ้ายของภูผาบริเวณริมฝีปากกับจมูก  ตรงแก้มมีรอยเลือดแดง ๆ น่าจะคุณหมอเอาอะไรมาแปะไว้  แล้วตอนลอกออกแล้วมันทำให้เป็นแผล  เหมือนตอนที่แม่ลอกเทปออกจากหน้าภูผาแล้วมันเป็นแผลนั่นแหละ  ปะป๊าว่าดูหน้าตาภูผาก็เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนที่ใส่เพดานเทียมอีกนะ  ภูผาหน้าตาจริง ๆ เป็นแบบนี้เหรอ  น่ารักเชียววุ๊ย  พอขึ้นไปที่ห้อง  ภูผาก็ร้องเป็นระยะ ๆ ซึ่งปะป๊ากับแม่ไม่รู้เลยว่าภูผาหน่ะ หิวหรือว่าเจ็บแผลกันแน่  แต่พยาบาลให้ยาแก้ปวดทางสายน้ำเกลือ 1 ครั้ง ซึ่งภูผายังกินได้ไม่เยอะ  ปะป๊ากับแม่ก็ลองใช้ขวดนมพิเศษ  ซึ่งมันไหลเยอะมากเลย  แค่คว่ำขวดนมลงก็ไหลแล้ว  ต่างกับไซริงค์ที่สามารถค่อย ๆ บีบออกมาทีละหยดได้  แต่ว่ามันก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป  ด้วยนิสัยการกินของภูผา  ด้วยความเจ็บปวด  และด้วยท้องภูผาที่น่าจะอืดและยังรับนมที่กินไปไม่ค่อยได้  ปะป๊ากับแม่ก็อุ้มภูผาเกือบจะตลอดเลยในช่วงที่ภูผาตื่น  และตอนนอนก็พยายามให้ภูผานอนที่อกเพื่อให้ภูผานอนได้นานขึ้น  ภูผาร้องไห้น่าสงสารมาก ๆ เลย  ร้องจนตาบวมเพราะว่าตอนร้องน้ำตาภูผาก็ไหลตลอดเวลาเลย  ไม่เหมือนแต่ก่อนที่ถ้าร้องหิวนมก็จะร้อง ๆ แต่น้ำตาไม่ค่อยมี  ภูผาอาจจะเจ็บปากแล้วก็คงเจ็บลิ้นด้วย  เพราะว่าผ่าตัดพังผืดใต้ลิ้น  แล้วดูภูผายังไม่คุ้นกับลิ้นที่ไม่มีพังผืด  เพราะว่าภูผากระดกลิ้นตลอดเวลาเลยตอนร้อง  ไม่รู้จะทำยังไงก็ได้แต่กอดภูผาแน่น ๆ  ให้รู้ว่าปะป๊ากับแม่ก็อยู่ใกล้ ๆ หนูอยู่นะ  เอาใจช่วยภูผาอยู่  แต่ยังไงภูผาก็ผ่านมันมาได้  ภูผาอดทนและเก่งมาก ๆ เลยนะรู้ตัวมั๊ยลูก  วันแรกภูผากินไปได้ประมาณ 6 ออนซ์  ซึ่งจริง ๆ แล้วก่อนผ่าตัดจะได้ประมาณ 24-28 ออนซ์  จึงต้องให้น้ำเกลือภูผาต่อไปจนข้ามคืนไปอีก 1 วัน  หลังจากฉีดยาแก้ปวดเข้าทางสายน้ำเกลือ  หลังจากนั้นพยาบาลเปลี่ยนเป็นให้ยาแก้ปวดโดยการกินแทนเป็นพาราเซตามอลแบบน้ำ  กินไปสองครั้ง  ครั้งที่ 2 ปะป๊าไม่ค่อยอยากให้ภูผากินยาเยอะ ๆ แต่แม่ทนไม่ไหว  เพราะว่าภูผาร้องเหลือเกิน  แม่คิดว่าคงไม่ใช่ร้องหิวแล้วหล่ะ  น่าจะร้องปวดมากกว่าเลยขอยาพยาบาล  ภูผาถีบสายผ้าเทปที่พันขาภูผาเพราะว่าต้องดามเอาไว้ให้น้ำเกลือที่ขาจนมันหลุดไป 2 ครั้ง  พยาบาลต้องมาทำให้ภูผาใหม่  ภูผากับแม่นอนเตียงโรงพยาบาลาง ๆ กันข้าง ๆ กัน

551217_untitled026

รุ่งขึ้นปะป๊าตื่นมาเห็นภูผาตื่นพอดี  ภูผาน้ำตาคลอ ๆ แล้วก็มองหน้าปะป๊า  แววตาใสซื่อคู่นั้นทำให้ตอนนั้นปะป๊ากลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่เลย  รู้สึกสงสารภูผาจับใจ  แม่ก็บอกว่าเมื่อคืนเห็นภูผาตื่นขึ้นมาเหมือนกัน  เห็นภูผามองแม่  แม่ก็คิดโทษตัวเองว่าทำไมภูผาตื่นมาแล้วแม่ถึงไม่รู้  แม่สงสารภูผาก็ร้องไห้ออกมา  สรุปแล้วคืนนั้นปะป๊ากับแม่ก็ร้องไห้โดยไม่ได้นัดหมายกันเลย

Surgery1

วันนี้ภูผากินได้ค่อนข้างเยอะขึ้นแล้วหล่ะ  ตอนเช้าก็ยังพอกินได้ดีขึ้นบ้างจากเมื่อวาน  แต่พอถึงตอนเย็นภูผาก็เริ่มฟื้นกลับมาเป็นภูผาที่กินเยอะและร่าเริงพูดเก่งถึงจะยังไม่เหมือนเดิมทีเดียว  แต่ก็มีท่าทีที่ดีขึ้น  ปะป๊ากับแม่ก็สบายใจแล้วหล่ะ  ตอนบ่าย ๆ ภูผาดิ้นอีกตามเคย  แล้วสายน้ำเกลือมันก็หลุดจากขาภูผา  เอาหล่ะ  จะต้องเจาะใหม่รึเปล่า  เพราะว่าการเจาะน้ำเกลือเด็กทารกเป็นเรื่องที่ยากมากเลยนะ  โดยเฉพาะภูผาที่ดิ้นเก่งมาก  สรุปแล้วพยาบาลโทรหาอาจารย์หมอ  อาจารย์หมอบอกว่าไม่ต้องให้น้ำเกลือแล้วหล่ะ  โชคดีไปว่าภูผาไม่ต้องเจ็บตัวอีก  วันนี้สรุปแล้วภูผาก็กินไปได้ 12 ออนซ์เลยนะ  ครึ่งนึงของที่เคยกินที่บ้านเลยหล่ะ  คุณหมอเข้ามาเยี่ยมภูผาตอนประมาณ 1 ทุ่ม  ก็ดูแผลภูผาและบอกว่าพรุ่งนี้คงจะกลับบ้านได้แล้วหล่ะ  และบอกว่าเฝือกที่ใส่เนี่ยใส่แค่ 7 วัน  หลังจากนั้นก็เอาออกได้  แล้วก็กินขวดนมปกติได้เลย ส่วนที่มีเมือกเคลือบปิดตรงแผลตั้งแต่ตอนผ่าตัดนั้นไม่เป็นไร  มันเอาไว้กันน้ำนม  กลับบ้านก็เอาน้ำเกลือค่อย ๆ เช็ด

551217_untitled032

551218_untitled046

รุ่งขึ้นวันสุดท้ายของการนอนโรงพยาบาล  ปะป๊าไปทำงานครึ่งวัน  อาจารย์หมอเข้ามาเยี่ยมภูผาตอนช่วงเช้า  ดูแผล  และชมภูผาด้วยนะว่าจมูกของภูผาหน่ะขึ้นดีเลย  เด็กน้อยคนที่จะขึ้นได้ดีขนาดนี้  และยังฝากชมไปยังหมอฟันที่ทำเพดานเทียมให้กับภูผาด้วยหล่ะ  แม่ก็เลยภูมิใจที่ความพยายามของแม่นั้นได้ผล  หลังจากนั้นก็ไปจ่ายเงินและแต่งตัวให้ภูผาเพื่อออกจากโรงพยาบาล  ได้ยาแก้ปวดกับยาแก้อักเสบให้ภูผากินตอนอยู่ที่บ้าน  แล้วประมาณบ่ายโมงกว่าปะป๊าก็มารับภูผากลับบ้าน

ช่วงอยู่บ้านก็กินนมโดยใช้ขวดนมพิเศษและยังสลับกับการใช้ไซริงค์เหมือนเดิม  เพราะว่าบางทีภูผากินขวดนมพิเศษที่นมไหลมาก ๆ ก็สำลัก  ก็ต้องให้ไซริงค์  แต่บางทีให้ไซริงค์แล้วนมไหลไม่ท้นใจภูผาก็ร้องไห้อีก  แต่หลัง ๆ ภูผากลับชอบกินยาแก้อักเสบที่ให้ผ่านไซริงค์  น่าจะเป็นเพราะว่ามันมีรสหวาน ๆ ภูผาคงชอบ  บางทีร้อง ๆ แต่พอให้กินยาก็หยุดร้องแล้วก็กินยาใหญ่เลย  ก็ฉวยจังหวะโอกาสนี้เอาไซริงค์ดูดนมให้ภูผากินไปด้วยทีเดียวเลย  ภูผาก็กลับมากินได้ประมาณ 18-20 ออนซ์ต่อวันแล้วหล่ะ

พุธที่ 26 ธันวา  พอภูผาไปถอดเฝือก อาจารย์หมอบอกว่าสามารถกินนมได้ตามปกติแล้ว  ภูผาเอามือเข้าปากหรือจมูกได้ไม่เป็นไร  ส่วนที่มีเมือกเคลือบปิดตรงแผลยังพอมีอยู่  ก็เอากรรไกรตัดเล็บเล็มตรงที่มันกำลังจะหลุดก็ได้  เอาน้ำเกลือเช็ด  เดี๋ยวมันก็จะหลุดออกไปเอง  และอาจารย์หมอดูจมูกแล้วก็บอกกับปะป๊าว่าถ้ามองจมูกจากทางด้านบนหรือด้านหน้าจะดูเท่ากันนะ  แต่ถ้ามองแหงนขึ้นไปดูรูจมูกจะดูว่ามันยังไม่เท่ากัน  รูจมูกด้านซ้ายของภูผาจะเหมือนมีเนื้อเล็ก ๆ ลงมาปิด  ซึ่งมันจะเป็นแบบนี้ต่อไป  โตขึ้นกว่านี้ก็จะยังเห็น  เดี๋ยวเราค่อยมาตัดแต่งกันตอนช่วงอายุที่จะต้องทำการตัดแต่งจมูกประมาณอายุ 6 ขวบ  อาจารย์หมอบอกว่าขั้นต่อไปก็เหลือผ่าตัดเพดาน  อาจารย์ถามว่าภูผาเกิดวันไหน  ปะป๊าบอกว่า 6 กันยา  อาจารย์หมอเลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นผ่าตัดเพดานก็น่าจะประมาณ สิงหาหรือกันยาปีหน้า 2556  อาจารย์นัดภูผามาดูอีกที 4 เดือนนับจากนี้  ก็ตรงกับวันที่ 24 เมษายน 2556  ซึ่งอาจารย์นัดอาจารย์หมอแผนกหู คอ จมูกเอาไว้ให้ด้วย  เพื่อไปให้อาจารย์หมอเชคว่า  หูปกติรึเปล่า  ปะป๊าเลยบอกว่าเรื่องนี้แม่กังวลใจอยู่  อาจารย์เลยบอกว่าหูผิดปกติมีหลายแบบ  หูหนวกแต่กำเนิด  หรือแบบที่สองคือเกิดมาปกติ  แต่ก็จะค่อย ๆ เป็นหูอักเสบ  หูน้ำหนวก ไปเรื่อยๆ  แต่ถ้าแบบหลังเนี่ยสามารถรักษาได้ไม่น่าเป็นห่วง  ปะป๊าเลยบอกว่าเคยตรวจการได้ยินมาตอนเกิดใหม่ ๆ แล้วภูผาได้ยินข้างเดียว  แต่จำไม่ได้ว่าเป็นข้างไหน  อาจารย์เลยบอกว่าไม่เป็นไร  ตอนนั้นน่าจะตรวจแบบหยาบเดี๋ยวคราวหน้าที่ไปหาหมอ หู คอ จมูก คงได้ตรวจแบบละเอียดอีกครั้ง  ถ้าผิดปกติหรือว่าต้องมีการผ่าตัด  จะได้ผ่าตัดพร้อมกันทีเดียวไปเลยตอนที่ทำเพดานเทียม

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , ,

ทดลองขวดนม

ขวดนมเป็นสิ่งที่สำคัญกับภูผามาก ๆ  เพราะชีวิตตอนนี้ของภูผาก็คือกินกับนอน  แม่กับปะป๊าลงความเห็นว่าภูผาเป็นเด็กที่ค่อนข้างโมโหหิว  ถ้าปล่อยให้ภูผาหิวจนร้องหล่ะก็  ภูผาก็จะดูดๆๆๆ แรง  แล้วบางทีก็สำลัก  ต้องปลอบกันให้ใจเย็น ๆ  ต้องเอาจุกนมให้ดูดหรือไม่ก็เอานิ้วให้ดูดไปก่อนเพื่อให้ภูผาสงบลงก่อนแล้วถึงจะเริ่มกินกันต่อได้  เป็นแบบนี้ค่อนข้างบ่อย  ปะป๊ากับแม่ก็เลยค่อนข้างเป็นกังวลกับการกินของภูผา

แม่บอกกับปะป๊าว่า  เลี้ยงภูผาเนี่ยเหมือนเป็นการเรียนดอกเตอร์เลยนะ  555+  ต้องวิจัยและทดลองหลาย ๆ เรื่อง  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนอน  การกิน  และหนึ่งในงานวิจัยของแม่เขาก็คือเรื่องขวดนมนี่แหละ

ตั้งแต่แรก  ภูผากินนมแม่โดยใช้ขวด Medela แบบที่มีจุกนมยาวและมีกระเปาะเพื่อพักน้ำนมตามที่โรงพยาบาลที่ภูผาคลอดแนะนำ  และช่วงนั้นหลังจากใส่เพดานเทียมแบบบางก็ลองให้ดูดขวดนมปกติ  ก็ดูดแต่น้ำนมไม่ยุบก็เลย  ให้ดูดขวดนมพิเศษของ Medela มาเรื่อย ๆ

เคยทดลองบากจุกนมให้หลังจากใส่เพดานเทียมแบบที่มีที่ดันจมูกในครั้งแรก  แล้วภูผาเหมือนว่าจะกินนมขวด Medela ไม่ได้ โดยเอาจุกนมที่แถมมากับขวดนมแก้วที่ซื้อมาตั้งแต่ภูผายังไม่คลอด  ทดลองบากเป็นรูปกากบาทดู  ซึ่งกินได้ 2-3 มื้อ  แล้วก็เปรียบเทียบการกินกับ Medela  ปรากฎว่ากินจากจุกนมพิเศษ Medala ดีกว่า อาจจะเป็นเพราะว่าจุกนมนั้นแข็งเกินไปเมื่อเทียบกับ Medela ก็เลยให้กิน Medela  เรื่อยมา

จนกระทั่ง……..มีวันนึงภูผากินแล้วสำลักบ่อยตั้งแต่เริ่มต้นดูดนมในแต่ละมื้อ  เพราะปกติภูผาตอนเริ่มดูดจะดูดได้ดีและจะเริ่มสำลักในช่วงหลัง ๆ เพราะว่าเหมือนนมไปอยู่ที่จมูกแล้วภูผาเวลาหายใจจะได้ยินเสียงเหมือนมีน้ำนมอยู่ในจมูก  แต่นี่เป็นตั้งแต่ดูดไม่กี่ทีในตอนแรกเลย  แม่ก็เลยเอาจุกนมไปดู  ก็ไปเจอว่ารูมันขยายเหมือนมันฉีกไปนิดทำให้รูมันกว้างมากขึ้น  และไปดูอันอื่นก็เจอเหมือนกันแต่เป็นน้อยกว่า

แม่เลยคิดหาวิธีอื่นในการให้นม  ตั้งแต่หาขวดใหม่  และจุกนมใหม่  เพราะว่าจุกนมพิเศษแบบ Medela ไม่มีขายกันตามท้องตลาดหรือในห้างสรรพสินค้าทั่วไป  จะหาซื้อเปลี่ยนก็คงหายากและแพง  ก็เลยเสาะหาจุกนมที่คิดว่าพอจะแทนกันได้  ก็ไปเจอของ ดอกเตอร์บราวน์ (Dr. Brown’s) ซึ่งเขาบอกว่าเป็นจุกนมทรงแบบจุกนมปกติ  ไม่ได้มีหัวที่ยาวกว่าปกติ  แต่ว่ามันนิ่ม  โดยตอนแรกเลยก็ซื้อแบบรุ่น Preemie ซึ่งแปลแล้วมันน่าจะเป็นรุ่นของเด็กคลอดก่อนกำหนด  ซึ่งรูมันจะเล็กที่สุด  เคยซื้อจุกนมแบบนี้ใส่เป็นขวดน้ำให้ภูผากิน แต่ตอนนั้นดูเหมือนว่าำน้ำไม่ค่อยออก  ก็เลยให้ภูผากินแค่อยากให้ภูผาได้ล้างปากนิดเดียว

แต่พอมีปัญหาเรื่องจุกนมของ Medela ก็เลยหาวิธีการ  เอาจุกนมของดอกเตอร์บราวน์แบบ Preemie ที่เคยซื้อมานี่แหละมาบาก  แต่ว่าไปอ่านเจอของเวปต่างประเทศ http://www.cleftline.org/parents-individuals/feeding-your-baby/bottle-adaptations/ ตอนแรกก็ไม่รู้ก็บากด้านนอกนั่นแหละ  แต่ในเวปเขาบอกว่าการบากจุกนมให้กลับด้านในออกมาแล้วบากเป็นรูป x  ผลปรากฎว่า  ภูผากินได้ดีขึ้นเยอะเลย  เอามาใส่กับขวดแก้วที่เคยซื้อมาก็กินได้ดี  แม่ก็เลยตั้งใจจะให้ภูผากินแบบจุกนมธรรมดานี่แหละ  เพราะว่าหาซื้อได้ง่ายตามห้าง  และเพื่อน ๆ ที่เขาเป็นแบบภูผาเขาก็กินจากจุกนมและขวดนมธรรมดา  เขาก็กินกันได้ ภูผาก็ต้องกินได้

หลังจากที่กินได้  เย็นนั้นแม่ก็ไปเลยห้าง  ไปซื้อจุกนมมาเพิ่มเอามาบากเพิ่มอีก 4 อัน  แล้วก็ไปเห็นขวดนมของดอกเตอร์บราวน์ที่ชั้นวางขาย  มัันเป็นขวดนมแบบที่มีระบบการไหลเวียนของอากาศ เขาบอกว่ามีประสิทธิภาพในการขจัดสุญญากาศและฟองอากาศในขวดนม  เพื่อป้องกันท้องอืด หรืออาการปวดท้องโคลิค  แม่ก็เลยลองซื้อมาใช้กับภูผาดู

ผลการทดลองปรากฎว่ากินได้ดีขึ้น  จากที่ภูผาเคยกินแล้วเหมือนมีฟองพ่น ๆ เข้าไปในขวดนม  พอใช้อันนี้แล้วก็ไม่มีเลย  กินได้ดีและนานขึ้น  โดยไม่ค่อยสำลักบ่อย ๆ แต่ยังมีอีกประเด็นก็คือ  จุกนมที่ปะป๊าบากให้บางทีก็บากเยอะ  บากน้อย รูเล็ก รูใหญ่  เพราะน้ำหนักมือบางทีไม่เท่ากัน  ทำให้ระหว่างกินแม่ก็ต้องเปลี่ยนจุกนมเพื่อทดลองหาอันที่ภูผากินดีที่สุด   ปะป๊ากับแม่อยากหาจุกนมที่เขาทำมามาตรฐานอยู่แล้ว  ไม่ต้องมาบากเอง  แล้วก็ไปสังเกตว่าจุกนมที่เขาแถมให้กับขวดนม  มันดูเหมือนรูค่อนข้างใหญ่กว่าจุกนมปกติ  ภูผมน่าจะกินได้  มันคือเบอร์ 1 ทดลองให้ภูผาดูดซึ่งก็ใช้เวลาเยอะเหมือนกันกว่าภูผาจะดูดได้ 1 ออนซ์  เลยกะว่าจะลองหาเบอร์ที่ใหญ่กว่านั้น  เบอร์ 2 หรือ 3 น่าจะโอเค  เลยซื้อแบบที่แพคเดียวมีทั้งเบอร์ 2 และ 3 อยู่ด้วยกัน

ผลการทดลองพบว่าขวดนมของดอกเตอร์บราวน์+จุกนมเบอร์ 3  ผลเป็นที่น่าพึงพอใจ  ภูผากินได้ดีมาก ๆ เลย  ดูดได้ดีขึ้นและต่อเนื่องขึ้นเยอะ  แล้วน้ำนมก็ไหลดี  ใช้เวลาในการกินไม่นานจนเกินไป

ในที่สุด  ภูผาของปะป๊ากับแม่ก็ได้ขวดนมและจุกนมที่ถูกใจแล้วจ้า…

(ถ้ามีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบเป็นระยะ ๆ )

เพิ่มเติม : ขวดนมพิเศษอีกแบบที่เราใช้กันตอนที่ผ่าตัดของพีเจียนรูปร่างหน้าตาเป็นแบบรูปด้านล่างครับ  ซึ่งไม่อยากใช้ไซริงค์ก็สามารถใช้ขวดนมแบบนี้ได้  ต้องหาซื้อที่ร้านขายยาใหญ่ ๆ เช่น แถวศิริราช หรือ อนุสาวรีย์ หรือติดต่อไปที่ศูนย์พีเีีจียน (รูปด้านล่างนำมาจากเวปไซต์นี้ ขอบคุณครับ http://moongpattana.com/)

ขวดนม

 

ป้ายกำกับ: , , ,