RSS

Category Archives: เรื่องราวของภูผา

ภูผา 8 เดือนกว่า

ภูผาตอนนี้ 8 เดือนกว่าแล้ว พัฒนาการของภูผาตอนนี้ก็คลานเก่งและเร็วขึ้นเยอะ ตอนนี้เห็นอะไรสูง ๆ ก็จะเกาะยืน แล้วก็เริ่มก้าวแล้ว

ภูผาเริ่มฟันขึ้นแล้ว ก็เริ่มโทรไปนัดคุณหมอฟันเพื่อเคลือบฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ ซึ่งนัดไปวันเดียวกับที่นัดหมอหูคอจมูกเลย ปะป๊ากับแม่จะได้ลางานวันเดียว ภูผาก็เริ่มกัดโน่นกัดนี่เยอะขึ้น กัดของเล่น กัดเบาะ ปีนที่กั้นเปลก็กัดเหล็ก ! ห้ามกันแทบไม่ทันเลย

ช่วงที่ผ่านมาภูผาเริ่มเป็นหวัดมีน้ำมูกด้วย แต่ไม่มีไข้ ทำให้หายใจไม่ค่อยสะดวกเท่าไร เวลากินก็จะต้องพักหายใจบ่อยขึ้น ช่วงนี้แม่ก็เอาไม้พันสำลีชุบน้ำเกลือคอยปั่นเอาน้ำมูกออก เพื่อให้จมูกโล่งขึ้น ขี้มูกภูผาเหมือนจะลงคอมากกว่ามาลงจมูกเลยนะ ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับที่เพดานยังโหว่อยู่รึเปล่า แต่ก่อนหน้าที่ภูผาจะเป็นหวัดมีน้ำมูก ภูผาอาเจียนด้วย กินนมเท่าไรก็ออกมาหมด เลยพาไปหาหมอ หมอก็ถามว่าเป็นหวัดมีน้ำมูกมั๊ย อาจจะเชื้อโรคลงกระเพาะ แต่ตอนนั้นยังไม่เห็นว่าภูผามีน้ำมูก จริง ๆ อาจจะมีแต่ลงคอเลยไม่ได้สังเกต

ภูผาช่วงนี้ก็ร่าเริง และจะเหมือนเส้นตื้นด้วยนะ ปะป๊ากับแม่ทำอะไรก็จะขำ หัวเราะ ใหญ่เลย

ช่วงนี้ก็เป็นข่วงนี้คอยสังเกตเรื่องน้ำหนักภูผาด้วยว่าขึ้นเป็นยังไงบ้าง เพราะคุณหมอบอกว่า 8 กิโล ถึงจะผ่าตัดได้ ตอนนี้ภูผาน้ำหนักขึ้นมาเป็น 7 กิโลแล้วหล่ะ เหลืออีก 1 กิโล แต่ปะป๊ากับแม่อยากให้ขึ้นสัก 8.5 หรือ 9 กิโลตอนผ่าจังเลย แต่ว่าถ้าไม่ถึงน้ำหนักตามเกณฑ์คุณหมอช่วงเดือนกันยาที่ภูผาครบ 1 ขวบ ก็ไม่เป็นไร รอให้น้ำหนักได้ ให้คุณหมอประเมินแล้วว่าโอเคเมื่อไรแล้วค่อยผ่าจะดีกว่า ปลอดภัยไว้ก่อน

เวลาหมุนไปเร็วเหมือนกันนะ แป๊บ ๆ ภูผาก็จะขวบนึงแล้ว ภูผาจะผ่านช่วงทารกกลายเป็นเด็กน้อยแล้วนะ ไอ้ตัวเล็ก… คนเก่งของปะป๊ากับแม่

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: ,

รูปของภูผา

เนื่องจากปะป๊ากับแม่ของน้องภูผาไม่คอยสบายใจเท่าไรนักที่มีคนได้นำรูปของภูผาในบล๊อคนี้ไปใช้เพื่อเผยแพร่ในที่อื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการชมภายในบล๊อคนี้เท่านั้น

เพื่อสิทธิ์ความเป็นส่วนตัวของครอบครัวของเรา  เราจึงขอนำรูปของภูผาบางส่วนในบล๊อคที่เห็นว่าเป็นรูปภาพเรื่องราวส่วนตัวออก  ซึ่งตอนแรกคิดว่าจะเอาออกทั้งหมดเหลือไว้แต่เนื้อหา  แต่คิดไปแล้วควรจะยังเก็บรูปภาพบางส่วนเอาไว้เพื่อเป็นประโยชน์ในการสร้างกำลังใจให้กับพ่อแม่ที่มีลูกเป็นเหมือนภูผาต่อไป  และเพื่อให้เห็นว่าลูก ๆ ของเราสามารถหายได้เป็นปกติเหมือนกับเด็กทั่ว ๆ ไป รวมถึงพัฒนาการที่ไม่ได้ด้อยกว่าเด็กปกติเลย

ซึ่งในโพสต์ต่อ ๆ ไปก็จะขอลงแต่เรื่องราวที่เป็นเฉพาะเนื้อหานะครับ  ว่าในเรื่องราวของการรักษาในขั้นตอนต่อ ๆ ไปเป็นยังไง  ถึงแม้ไม่ค่อยมีภาพ  แต่จะยังคงมุ่งเน้นตามวัตถุประสงค์หลักของบล๊อคนี้ต่อไปครับ

หวังว่าผู้ที่ติดตามอ่านบล๊อคของเราและผู้ที่เข้ามาใหม่คงจะเข้าใจนะครับ

ครอบครัวน้องภูผา

 

เริ่มกินอาหารเสริมแล้วครับ

แม่เริ่มให้ภูผากินอาหารเสริมแล้วนะ ตั้งแต่ภูผา 4 เดือน จริง ๆ แล้วในหนังสือบอกว่าให้เริ่มตอนอายุ 6 เดือน เดือนนี้แม่ตั้งใจให้ภูผากินอาหารเสริมและหัดกินน้ำเปล่า เพราะตอนแรก ๆ แม่ไม่ค่อยให้ภูผากินน้ำเปล่าเลย กินนมแม่อย่างเดียวเพราะคิดว่าในน้ำนมแม่ส่วนใหญ่ก็เป็นน้ำอยู่แล้ว ภูผาก็เลยไม่ค่อยได้กินน้ำเปล่า และภูผาก็เลยเหมือนกินน้ำไม่เป็น ก็เลยต้องหัดให้กินน้ำเปล่า เพราะว่ากินน้ำผลไม้หรืออาหารเสริมก็น่าจะต้องกินน้ำเปล่าตามเพื่อล้างคอ

เหตุผลที่แม่เริ่มให้อย่างอื่นเสริมจากนมแล้วเพราะว่าช่วงนี้ภูผากินนมเยอะขึ้น 25-30 ออนซ์ แต่น้ำหนักภูผาก็ยังไม่ขึ้นเท่าไร จึงคิดว่าภูผาน่าจะพร้อมให้อาหารเสริมได้แล้วหล่ะ

แม่เริ่มให้กินน้ำส้มก่อน (3 มกราคม 56) เพราะว่าแม่อ่านในสารานุกรมของหมอชาวบ้าน แล้วเห็นเขาบอกว่าจริง ๆ ให้กินน้ำส้มได้ต้้งแต่ 1-2 เดือนก็กินได้ ก็ให้น้ำส้มเจือจางด้วยอัตราส่วน 1:1 และภูผาตอบรับเป็นอย่างดี และชอบกินเหมือนอยากจะกินอีกโดยแม่ให้กินน้ำส้มตั้งแต่ 4 เดือน และในวันถัดมาก็ให้ 2 ออนซ์ในอัตราผสมเท่าเดิม ภูผาก็กินได้ดี 3 วันหลังจากนั้นแม่ก็เลยให้แบบไม่ต้องเจือจาง 1 ออนซ์ในวันแรก ๆ และหลังจากนั้น 2 ออนซ์ หลังจากนั้นแม่ก็เลยให้กินน้ำแอปเปิ้ลแบบไม่เจือจาง 2 อาทิตย์และภูผาก็ชอบกินมากเลย น้ำองุ่นก็เคยให้กินนะก็โอเคเลย

แม่เคยให้กินน้ำกีวี แต่ภูผาส่ายหัวและไม่ยอมกินเลย น่าจะเป็นเพราะว่ามันเปรี้ยว แม่ก็เลยไม่ได้ทำน้ำกีวีให้กินอีกเลย…

phupha food

เริ่มป้อนอาหารให้ภูผาก็เพราะว่าอยากให้ภูผาได้รู้จักรสชาติอาหารอย่างอื่นที่ไม่ใช่นมแม่ ทำความคุ้นเคยเอาไว้ก่อน

ต่อมาอาหารอย่างแรกที่ทดลองให้ภูผากินก็คือฟักทองนึ่งบดและใส่น้ำนมแม่ (20 มค 56) เป็นการป้อนให้ภูผากินครั้งแรกทั้งหมด 1 ช้อนโต๊ะ และปรากฎว่ามันออกมาหมดเลย เหมือนไม่ค่อยได้กินเข้าไปและเลอะเทอะไปหมดทั้งผ้ากั้นเปื้อนและเสื้อภูผา แต่ว่าวันรุ่งขึ้นให้ยายลองป้อนปรากฎว่าภูผากินหมดเลย แล้วก็ไม่เลอะด้วย ยายน่าจะป้อนได้เก่งกว่าแม่ เรื่องนี้ต้องยกให้ยายเป็นที่หนึ่งเลย

แม่ทำน้ำผักให้ภูผากินด้วยเหมือนกันนะ ผสมพวกแครอท บล๊อคโคลี่แล้วก็ต้มทำเป็นน้ำผัก

หลังจากนั้นแม่ก็ให้กินข้าวตุ๋นบด 1 ช้อนโต๊ะ เป็นข้าวที่ผสมหลาย ๆ ชนิดแบบที่มีจมูกข้าว ภูผาก็กินได้ดีเลยนะ เวลาภูผาอึก็เห็นเหมือนเป็นเศษข้าวออกมาด้วย

ถ้าภูผาครบ 5 เดือน แม่ก็จะเริ่มหัดให้ภูผากินครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ และจะให้น้ำผลไม้เพิ่มเป็น 3 ออนซ์ต่อวัน แล้วแม่ก็จะเริ่มให้ภูผากินไข่ต้มแล้วนะเฉพาะไข่แดงประมาณ 1/4 ของไข่แดง 1 ลูก แล้วก็จะให้ผักต้มบด1/2 ช้อนโต๊ะแล้วหล่ะ ผลเป็นยังไงจะมาเล่าให้ฟังทีหลังนะ

25560213-182408.jpg

 
 

หาหมอฟันหลังผ่าตัด 1 เดือน

วันนี้อาจารย์หมอฟันนัดมาเพื่อถ่ายรูป  หลังจากที่ผ่าตัดแล้วครบ 1 เดือน  แม่ กู๋เป้ และยายพาภูผาไปโรงพยาบาล

คุณหมอถ่ายรูปไป  คุณแม่บอกว่ากับคุณหมอว่าอาจารย์หมอศัลยกรรมบอกว่าจมูกภูผาขึ้นดีและฝากชมอาจารย์หมอฟันมาด้วย  ซึ่งตรงรูจมูกที่ไม่เท่ากันนั้นต้องตกแต่งจมูกอีกทีตอนอายุ 6 ขวบ

คุณหมอฟันสอนวิธีการทำความสะอาดภายในช่องปาก  คุณหมอบอกว่าต้องทำความสะอาดบริเวณช่องระหว่างริมฝีปากกับเหงือกด้วย  นัดมาอีกที 4 เดือนหลังจากนี้ตอนฟันซี่แรกขึ้นเพื่อมาเคลือบฟลูออไรด์  ซึ่งแม่เปลี่ยนไปนัดกับคุณหมอที่แผนกทันตกรรมพรีเมียมช่วง 1 ทุ่ม  เพราะว่าถ้านัดเป็นช่วงเช้าที่คลินิกธรรมดาจะไม่มีคนพาภูผามาหาหมอ

อาจารย์หมอบอกกับคุณแม่ว่าบล๊อกของภูผาหน่ะมีที่เขียนผิดนะตอนที่ทำเพดานเทียม  ซึ่งคนไข้บอกกับหมอว่าเขามาอ่านในบล๊อกของภูผาแล้วเราเขียนกันว่าตอนทำเพดานเทียมต้องดมยาสลบซึ่งน่าจะเป็นความเข้าใจผิดของปะป๊ากับแม่  เลยทำให้คนไข้เขากลัวเรื่องดมยาสลบ  ซึ่งจริง ๆ นั้นแล้วคุณหมอก็อธิบายให้แม่ฟังใหม่ว่าไม่ใช่ว่าต้องดมยาสลบ  แค่ตอนทำนั้นจะมีหมอดมยาอยู่ด้วยและมีเครื่องมือที่พร้อม เช่น พวกเครื่องตรวจระดับปริมาณออกซิเจน  เพื่อป้องกันเอาไว้เผื่อเด็กร้องไห้มากเพราะว่าในเด็กทารกระบบการหายใจอะไรก็ยังไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไร  จะได้มีเครื่องมือและคุณหมอที่คอยช่วยเหลือได้

(แก้ไขแล้วในหัวข้อ “หาหมอศัยลกรรมและหมอฟันครั้งแรก”  ขอบคุณอาจารย์หมอนันทนาที่เข้ามาอ่านในบล๊อกและช่วยแนะนำเราให้แก้ไขบทความให้ถูกต้องนะครับ)

แต่คุณหมอก็ชมนะว่าเขียนบล๊อกดีนะ  เหมือนเป็นกำลังใจให้กับคนอื่น ๆ ด้วย  วัตถุประสงค์ของปะป๊ากับแม่ก็อยากเป็นกำลังให้กับครอบครัวอื่นที่เป็นเหมือนกันกับภูผานี่แหละ  ช่วงแรก ๆ ปะป๊ากับแม่ก็หาข้อมูลในอินเตอร์เนตเหมือนกัน  อยากรู้ว่าต้องทำยังไงบ้าง  อยากฟังประสบการณ์จริง ๆ ของครอบครัวอื่น ๆ  อยากรู้ว่าปลายทางของมันจะเป็นยังไง  ซึ่งหาได้ค่อนข้างน้อย  จึงอยากจะแชร์ข้อมูลที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ให้กับครอบครัวอื่นๆ บ้าง  เพื่อเป็นแนวทาง  เป็นกำลังใจให้กัน  ถ้าครอบครัวอื่น ๆ มีประสบการณ์อะไรอยากจะแชร์ทางหน้าเวปเขียนลงในช่องใส่ความเห็นของแต่ละเรื่องได้เลยนะครับ หรือว่าถ้าเห็นว่าข้อมูลตรงไหนผิด  แจ้งมาได้เลยครับ  ยินดีรับฟังและปรับแก้ไขครับ

 

ป้ายกำกับ: ,

ฉีดวัคซีนอายุครบ 4 เดือน

วันนี้พาภูผาไปหาหมอเพื่อฉีดวัคซีนช่วงอายุ 4 เดือน

เข็มที่ 1 วัคซีนรวม 5 โรค (คอตีบ – บาดทะยัก – ไอกรน/ชนิดไร้เซลล์ – โปลิโอชนิดฉีด – ฮิบ)

เข็มที่ 2 ไอพีดี (IPD) นิวโมคอคคัส

วัคซีนแบบหยอด สำหรับป้องกันไวรัสโรต้า

คุณหมอถามเรื่องพัฒนาการที่เด็กวัย 4 เดือนควรจะเป็น  ภูผาก็ทำได้ตามนั้นทุกอย่าง  ยิ้มแย้ม หัวเราะ พลิกตัว  แต่น้ำหนักของภูผานี่สิคร๊าบ 5.6 กิโลกรัม  สูง 61 เพิ่มขึ้นมา 1 เซนติเมตร  และรอบหัว 41 เพิ่มขึ้น 3 เซนติเมตร จากเมื่อตอนที่อายุ 2 เดือน   แม่เลยบอกว่าภูผามีช่วงที่ผ่าตัดเลยทำให้น้ำหนักไม่ค่อยขึ้น  คุณหมอก็โอเคไม่ได้ว่าอะไร  แล้วก็บอกว่าคุณหมอศัยลกรรมเย็บแผลให้ภูผาดี  คิดว่าเดี๋ยวคงจะกินได้ดีขึ้น  แม่ถามเรื่องกินนมน้ำส้มว่าเริ่มให้กินแล้ว  มีผลทำให้ท้องภูผาอืดมั๊ยเพราะว่าช่วงนี้ภูผาท้องอืดบ่อย  คุณหมอบอกว่าไม่น่าจะเกี่ยวกัน  คุณหมอและพยาบาลชมภูผาว่าภูผาอารมณ์ดีด้วยนะ

ภูผาร้องไห้เหมือนเดิมครับตอนฉีดวัคซีน  แต่ที่ร้องมากก็น่าจะเป็นตอนหยอดวัคซีนไวรัสโรต้าทางปากนี่แหละ  ซึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าภูผาหิวด้วย  เพราะว่าต้องอดนมก่อนกินวัคซีน 30 นาที  และพยาบาลค่อย ๆ ให้ไวรัส  ซึ่งใช้เวลาเหมือนกัน  คงจะกลัวสำลัก

หลังจากนั้นปะป๊าก็พาแม่และภูผาไปเอาเครื่องปั๊มนมที่ไปส่งซ่อมเอาไว้ที่ร้าน baby & kids  รถติดมาก ๆ ถนนแจ้งวัฒนะในวันเด็กแห่งชาตินี้  เพราะว่ามีศูนย์ราชการที่เขาจัดงานวันเด็ก และที่เซนทรัลแจ้งวัฒนะ  ติดอยู่เกือบ 2 ชั่วโมง   และวันนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าภูผาขึ้นรถแล้วนั่งได้ไม่นานก็ร้อง  ร้องเหมือนปวดท้อง  แต่พอจอดรถแล้วอุ้มออกไปเดินข้างนอกกลับเงียบขึ้นมาทันทีเลย  ไม่รู้ว่าในรถอึดอัดหรือเป็นช่วงวัยที่ไม่อยากนั่งอยู่เฉย ๆ ก็ไม่รู้  แต่รู้ว่าภูผาเปลี่ยนเป็นคนละคนกับตอนอยู่ในรถ  เงียบและมองดูโน่นนี่นั่นด้วยสายตาที่สนใจตลอดเวลา…

 
 

ป้ายกำกับ: , , ,

ผ่าตัดริมฝีปากแล้วคร๊าบ

และแล้ววันผ่าตัดครั้งแรกที่รอคอยก็มาถึง

16 ธันวาคม  ปะป๊ากับแม่และเหล่าอากู๋,อากิ๋ม,ยาย และอาอี๊มาส่งภูผากันที่โรงพยาบาลรามา  เพราะว่าเราต้องมานอนพักก่อนเข้ารับการผ่าตัดในวันพรุ่งนี้  เราไปติดต่อที่ผู้ป่วยในและได้ขึ้นไปพักที่ชั้น 6 หวอด 5 น่าจะเป็นหวอดเด็ก ที่ตึกศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์  ภายในห้องพักเหมือนโรงแรมเลย  ค่อนข้างสะอาดและดูดี  พร้อมกับมีวิวด้านนอกที่เป็นสวนปลูกต้นไม้ด้านนอกอีกด้วย  ภูผาใส่เสื้อของโรงพยาบาลแบบทารก  และ  พยาบาลก็เข้ามาวัดความดันทุกๆ 3 ชั่วโมง  ปะป๊ากับแม่ก็อยู่นอนเฝ้าภูผากันสองคน   ภูผาก็ยังคงร่าเริง และคุยเก่งเหมือนเดิมแต่ในวันรุ่งขึ้นนั้นกลับตรงกันข้ามเลย

17 ธันวาคม  ภูผาต้องอดนมก่อนการผ่าตัด 4 ชั่่วโมงคือเวลาตั้งแต่ตี 5 ห้ามกินนม  แม่เลยปลุกภูผามากินนมตั้งแต่ตอนตี 3:30  ภูผากินไปประมาณ 3-4 ออนซ์  แม่ให้ภูผานอนที่อกแม่เพื่อไม่ให้ภูผางอแงและนอนได้นานขึ้น  ประมาณ 7:30 พยาบาลห้องผ่าตัดมารับตัวภูผาเข้าไปที่ห้องผ่าตัด ภูผาก็ตื่นและร้องช่วงนั้นพอดี  โดยแม่นั่งรถเข็นแล้วก็อุ้มภูผาเข้าไปด้านใน  ภูผาเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อผ่าตัดและแม่สามารถเข้าไปส่งได้ถึงข้างในเตียงผ่าตัด  แม่เปลี่ยนเสื้อผ้าเข้าไปด้วย  ส่วนปะป๋าอยู่ด้านนอก  แม่เข้าไปด้านในห้องเตรียมเพื่อรอเวลาเข้าห้องผ่าตัด  แม่อุ้มภูผาเอาไว้ตลอดภูผาก็ร้องไห้ตลอดเลย  น่าจะเป็นเพราะว่าภูผาหิวนมแล้วหล่ะ

551216_untitled003

เวลาประมาณ 8:30 พยาบาลเรียกเข้าห้องผ่าตัด  แม่และภูผาเราสองคนสำรวจห้องผ่าตัดว่ามีอุปกรณ์ใช้สำหรับผ่าตัดเยอะมาก ที่แปลกคือว่าตอนเข้าห้องผ่าตัดภูผากลับไม่ร้องไห้เลย สงสัยตื่นตาตื่นใจได้เห็นอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ แม่รอซักพักแม่ก็ได้เจอกับคุณหมอผ่าตัด(อาจารย์ เฉลิมพงษ์)    อาจารย์หมอเอาเพดานเทียมออก  และเตรียมเฝือกให้ภูผาระหว่างที่รอหมอวิสัญญี  พอหมอวิสัญญีมาถึงก็บอกให้แม่อุ้มภูผาไปนอนบนเตียงผ่าตัด  แล้วหมอก็เอาเหมือนที่ครอบออกซิเจนมาใส่ครอบจมูก  แล้วก็ค่อย ๆ เพิ่มปริมาณยาขึ้นไป  ไม่ถึงนาทีภูผาก็หลับ  คุณหมอก็ให้แม่ออกมารอด้านนอก ก่อนที่แม่จะออกไปแม่ได้บอกกับอาจย์เฉลิมพงษ์อีกครั้งว่าอย่าลืมให้ตัดพังพืดใต้ลิ้นด้วย อาจารย์บอกว่าขอบคุณมากที่เตือน

surgery2

ผ่านไปประมาณ 2 ชั่วโมง  พยาบาลเรียกแม่เข้าไปในห้องผ่าตัด แม่เดินไปหาภูผาที่ห้องพักฟื้น เสียงร้องของภูผาดังมาก แม่เลยเดินตามเสียงไปหาลูก แม่เห็นหน้าภูผาครั้งแรกหลังผ่าตัด ความรู้สึกแม่งงนะ หน้าภูผาบวมๆ ปากบวม ในปากมีคราบเลือดเต็มเลย ตาก็บวม เพราะว่าร้องไห้เยอะแน่ๆ พยาบาลบอกให้แม่อุ้มภูผา เพราะว่าไม่มีอุ่นใดเหมือนอุ่นของแม่ ภูผาจะได้รู้ว่ามีแม่อยู่ข้างๆ แม่อุ้มภูผาซักพัก พยาบาลก็ให้แม่ถือท่อออกซิเจน ให้ภูผาดม เพราะว่าภูผาร้องไห้เยอะมาก แม่ใจคอไม่ดีเท่าไหร่ แต่แม่คิดในใจว่าลูกแม่เข้มแข็งอยู่แล้ว เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ความเจ็บปวดอยู่กับภูผาไม่นานหรอก หมอวิสัญญีเข้ามาคุยกับแม่ว่าไม่ต้องเป็นห่วงภูผาหรอกนะ ภูผานะหิว ไม่ได้เจ็บอะไร ทุกส่วนที่หมอผ่าตัดมียาชาหมด ตอนนี้ยาชายังไม่หมดฤทธิ์ แม่รู้สึกใจชื่นขึ้นมาหมอวิสัญญีพูดกับแม่ว่า อาจารย์ผ่าตัดให้ภูผาออกมาสวยมากทั้งด้านนอก และด้านใน แม่แอบดีใจ สักพักอาจารย์ เฉลิมพงษ์เดินเข้ามาและบอกว่าทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ภูผาจะร้องงองแงจนถึงประมาณเย็นวันพรุ่งนี้ ถึงจะเริ่มกินนมได้ดีขึ้น และอีกสักพักหนึ่งก็ให้นมภูผากินได้เลย และอาจารย์ก็ออกไป  ผ่านไปสักพักภุผาก็ยังไม่เงียบพยาบาลก็เลยบอกว่าเดี๋ยวจะไปบอกป๊าให้ไปเอานมมาให้ภูผากิน ปะป๊าก็เลยขึ้นไปเอานมบนห้องลงมา แม่รู้สึกว่าป๊าขึ้นไปเอานานมากเพราะว่าระหว่างนั้นภูผาดิ้นไปดิ้ินมา ถีบสายน้ำเกลือที่ติดไว้ที่เท้าออก ทำให้เลือดไหลเต็มเสื้อแม่ พยาบาลรีบช่วยกันแก้ไข  แม่รอไม่ไหวก็เลยไปยืนรอป๊าที่หน้าห้องผ่าตัด พอป๊ามาถึง ป๊าก็ตกใจ  เห็นเสื้อแม่มีเลือดไหล ป๊าก็ถามว่าโอเคมั๊ย  แม่ก็บอกว่าโอ แล้วแม่ก็รีบเอานมไปให้ภูผากิน พยาบาลให้แม่เอานมใส่syling ให้ภูผากิน ในใจแม่คิดว่าวิธีนี้ภูผากินไม่ได้แน่นอน ด้วยนิสัยที่กินเร็วและเยอะมานั่งกินที่ละ 1 ml แบบนี้คงไม่ดีแน่ แต่ก็คงไม่มีวิธีใดดีกว่านี้แล้วแหละ เพราะว่าหมอห้ามดูดขวดนมเด็ดขาด แม่ให้นมไปได้สัก 5 ml ภูผาก็เงียบลง แม่ก็ร้องเพลงกล่อมภูผาจนภูผาหลับ คราวนี้ พยาบาลก็บอกว่าคงต้องเจาะให้น้ำเกลือภูผาใหม่ เพราะว่าภูผายังกินนมไม่ค่อยได้ ภูผาเจ็บอีกแล้วลูก  ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พยาบาลก็แจ้งว่าเดี๋ยวจะให้ไปพักที่ห้องพักได้แล้ว ตอนนั้นก็เกือบเที่ยงแล้วแหละ แม่อุ้มภูผานั่งรถเข็นออกมาจากห้องผ่าตัดเห็นป๊ากับยายนั่งรออยู่หน้าห้อง คงกำลังรอลุ้นอยู่ละมั้ง

surgery4

surgery3

ปะป๊าว่าคุณหมอเขาเย็บสวยเชียว  ตอนนั้นยังดูบวม ๆ อยู่ตรงด้านหน้าซีกซ้ายของภูผาบริเวณริมฝีปากกับจมูก  ตรงแก้มมีรอยเลือดแดง ๆ น่าจะคุณหมอเอาอะไรมาแปะไว้  แล้วตอนลอกออกแล้วมันทำให้เป็นแผล  เหมือนตอนที่แม่ลอกเทปออกจากหน้าภูผาแล้วมันเป็นแผลนั่นแหละ  ปะป๊าว่าดูหน้าตาภูผาก็เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนที่ใส่เพดานเทียมอีกนะ  ภูผาหน้าตาจริง ๆ เป็นแบบนี้เหรอ  น่ารักเชียววุ๊ย  พอขึ้นไปที่ห้อง  ภูผาก็ร้องเป็นระยะ ๆ ซึ่งปะป๊ากับแม่ไม่รู้เลยว่าภูผาหน่ะ หิวหรือว่าเจ็บแผลกันแน่  แต่พยาบาลให้ยาแก้ปวดทางสายน้ำเกลือ 1 ครั้ง ซึ่งภูผายังกินได้ไม่เยอะ  ปะป๊ากับแม่ก็ลองใช้ขวดนมพิเศษ  ซึ่งมันไหลเยอะมากเลย  แค่คว่ำขวดนมลงก็ไหลแล้ว  ต่างกับไซริงค์ที่สามารถค่อย ๆ บีบออกมาทีละหยดได้  แต่ว่ามันก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป  ด้วยนิสัยการกินของภูผา  ด้วยความเจ็บปวด  และด้วยท้องภูผาที่น่าจะอืดและยังรับนมที่กินไปไม่ค่อยได้  ปะป๊ากับแม่ก็อุ้มภูผาเกือบจะตลอดเลยในช่วงที่ภูผาตื่น  และตอนนอนก็พยายามให้ภูผานอนที่อกเพื่อให้ภูผานอนได้นานขึ้น  ภูผาร้องไห้น่าสงสารมาก ๆ เลย  ร้องจนตาบวมเพราะว่าตอนร้องน้ำตาภูผาก็ไหลตลอดเวลาเลย  ไม่เหมือนแต่ก่อนที่ถ้าร้องหิวนมก็จะร้อง ๆ แต่น้ำตาไม่ค่อยมี  ภูผาอาจจะเจ็บปากแล้วก็คงเจ็บลิ้นด้วย  เพราะว่าผ่าตัดพังผืดใต้ลิ้น  แล้วดูภูผายังไม่คุ้นกับลิ้นที่ไม่มีพังผืด  เพราะว่าภูผากระดกลิ้นตลอดเวลาเลยตอนร้อง  ไม่รู้จะทำยังไงก็ได้แต่กอดภูผาแน่น ๆ  ให้รู้ว่าปะป๊ากับแม่ก็อยู่ใกล้ ๆ หนูอยู่นะ  เอาใจช่วยภูผาอยู่  แต่ยังไงภูผาก็ผ่านมันมาได้  ภูผาอดทนและเก่งมาก ๆ เลยนะรู้ตัวมั๊ยลูก  วันแรกภูผากินไปได้ประมาณ 6 ออนซ์  ซึ่งจริง ๆ แล้วก่อนผ่าตัดจะได้ประมาณ 24-28 ออนซ์  จึงต้องให้น้ำเกลือภูผาต่อไปจนข้ามคืนไปอีก 1 วัน  หลังจากฉีดยาแก้ปวดเข้าทางสายน้ำเกลือ  หลังจากนั้นพยาบาลเปลี่ยนเป็นให้ยาแก้ปวดโดยการกินแทนเป็นพาราเซตามอลแบบน้ำ  กินไปสองครั้ง  ครั้งที่ 2 ปะป๊าไม่ค่อยอยากให้ภูผากินยาเยอะ ๆ แต่แม่ทนไม่ไหว  เพราะว่าภูผาร้องเหลือเกิน  แม่คิดว่าคงไม่ใช่ร้องหิวแล้วหล่ะ  น่าจะร้องปวดมากกว่าเลยขอยาพยาบาล  ภูผาถีบสายผ้าเทปที่พันขาภูผาเพราะว่าต้องดามเอาไว้ให้น้ำเกลือที่ขาจนมันหลุดไป 2 ครั้ง  พยาบาลต้องมาทำให้ภูผาใหม่  ภูผากับแม่นอนเตียงโรงพยาบาลาง ๆ กันข้าง ๆ กัน

551217_untitled026

รุ่งขึ้นปะป๊าตื่นมาเห็นภูผาตื่นพอดี  ภูผาน้ำตาคลอ ๆ แล้วก็มองหน้าปะป๊า  แววตาใสซื่อคู่นั้นทำให้ตอนนั้นปะป๊ากลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่เลย  รู้สึกสงสารภูผาจับใจ  แม่ก็บอกว่าเมื่อคืนเห็นภูผาตื่นขึ้นมาเหมือนกัน  เห็นภูผามองแม่  แม่ก็คิดโทษตัวเองว่าทำไมภูผาตื่นมาแล้วแม่ถึงไม่รู้  แม่สงสารภูผาก็ร้องไห้ออกมา  สรุปแล้วคืนนั้นปะป๊ากับแม่ก็ร้องไห้โดยไม่ได้นัดหมายกันเลย

Surgery1

วันนี้ภูผากินได้ค่อนข้างเยอะขึ้นแล้วหล่ะ  ตอนเช้าก็ยังพอกินได้ดีขึ้นบ้างจากเมื่อวาน  แต่พอถึงตอนเย็นภูผาก็เริ่มฟื้นกลับมาเป็นภูผาที่กินเยอะและร่าเริงพูดเก่งถึงจะยังไม่เหมือนเดิมทีเดียว  แต่ก็มีท่าทีที่ดีขึ้น  ปะป๊ากับแม่ก็สบายใจแล้วหล่ะ  ตอนบ่าย ๆ ภูผาดิ้นอีกตามเคย  แล้วสายน้ำเกลือมันก็หลุดจากขาภูผา  เอาหล่ะ  จะต้องเจาะใหม่รึเปล่า  เพราะว่าการเจาะน้ำเกลือเด็กทารกเป็นเรื่องที่ยากมากเลยนะ  โดยเฉพาะภูผาที่ดิ้นเก่งมาก  สรุปแล้วพยาบาลโทรหาอาจารย์หมอ  อาจารย์หมอบอกว่าไม่ต้องให้น้ำเกลือแล้วหล่ะ  โชคดีไปว่าภูผาไม่ต้องเจ็บตัวอีก  วันนี้สรุปแล้วภูผาก็กินไปได้ 12 ออนซ์เลยนะ  ครึ่งนึงของที่เคยกินที่บ้านเลยหล่ะ  คุณหมอเข้ามาเยี่ยมภูผาตอนประมาณ 1 ทุ่ม  ก็ดูแผลภูผาและบอกว่าพรุ่งนี้คงจะกลับบ้านได้แล้วหล่ะ  และบอกว่าเฝือกที่ใส่เนี่ยใส่แค่ 7 วัน  หลังจากนั้นก็เอาออกได้  แล้วก็กินขวดนมปกติได้เลย ส่วนที่มีเมือกเคลือบปิดตรงแผลตั้งแต่ตอนผ่าตัดนั้นไม่เป็นไร  มันเอาไว้กันน้ำนม  กลับบ้านก็เอาน้ำเกลือค่อย ๆ เช็ด

551217_untitled032

551218_untitled046

รุ่งขึ้นวันสุดท้ายของการนอนโรงพยาบาล  ปะป๊าไปทำงานครึ่งวัน  อาจารย์หมอเข้ามาเยี่ยมภูผาตอนช่วงเช้า  ดูแผล  และชมภูผาด้วยนะว่าจมูกของภูผาหน่ะขึ้นดีเลย  เด็กน้อยคนที่จะขึ้นได้ดีขนาดนี้  และยังฝากชมไปยังหมอฟันที่ทำเพดานเทียมให้กับภูผาด้วยหล่ะ  แม่ก็เลยภูมิใจที่ความพยายามของแม่นั้นได้ผล  หลังจากนั้นก็ไปจ่ายเงินและแต่งตัวให้ภูผาเพื่อออกจากโรงพยาบาล  ได้ยาแก้ปวดกับยาแก้อักเสบให้ภูผากินตอนอยู่ที่บ้าน  แล้วประมาณบ่ายโมงกว่าปะป๊าก็มารับภูผากลับบ้าน

ช่วงอยู่บ้านก็กินนมโดยใช้ขวดนมพิเศษและยังสลับกับการใช้ไซริงค์เหมือนเดิม  เพราะว่าบางทีภูผากินขวดนมพิเศษที่นมไหลมาก ๆ ก็สำลัก  ก็ต้องให้ไซริงค์  แต่บางทีให้ไซริงค์แล้วนมไหลไม่ท้นใจภูผาก็ร้องไห้อีก  แต่หลัง ๆ ภูผากลับชอบกินยาแก้อักเสบที่ให้ผ่านไซริงค์  น่าจะเป็นเพราะว่ามันมีรสหวาน ๆ ภูผาคงชอบ  บางทีร้อง ๆ แต่พอให้กินยาก็หยุดร้องแล้วก็กินยาใหญ่เลย  ก็ฉวยจังหวะโอกาสนี้เอาไซริงค์ดูดนมให้ภูผากินไปด้วยทีเดียวเลย  ภูผาก็กลับมากินได้ประมาณ 18-20 ออนซ์ต่อวันแล้วหล่ะ

พุธที่ 26 ธันวา  พอภูผาไปถอดเฝือก อาจารย์หมอบอกว่าสามารถกินนมได้ตามปกติแล้ว  ภูผาเอามือเข้าปากหรือจมูกได้ไม่เป็นไร  ส่วนที่มีเมือกเคลือบปิดตรงแผลยังพอมีอยู่  ก็เอากรรไกรตัดเล็บเล็มตรงที่มันกำลังจะหลุดก็ได้  เอาน้ำเกลือเช็ด  เดี๋ยวมันก็จะหลุดออกไปเอง  และอาจารย์หมอดูจมูกแล้วก็บอกกับปะป๊าว่าถ้ามองจมูกจากทางด้านบนหรือด้านหน้าจะดูเท่ากันนะ  แต่ถ้ามองแหงนขึ้นไปดูรูจมูกจะดูว่ามันยังไม่เท่ากัน  รูจมูกด้านซ้ายของภูผาจะเหมือนมีเนื้อเล็ก ๆ ลงมาปิด  ซึ่งมันจะเป็นแบบนี้ต่อไป  โตขึ้นกว่านี้ก็จะยังเห็น  เดี๋ยวเราค่อยมาตัดแต่งกันตอนช่วงอายุที่จะต้องทำการตัดแต่งจมูกประมาณอายุ 6 ขวบ  อาจารย์หมอบอกว่าขั้นต่อไปก็เหลือผ่าตัดเพดาน  อาจารย์ถามว่าภูผาเกิดวันไหน  ปะป๊าบอกว่า 6 กันยา  อาจารย์หมอเลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นผ่าตัดเพดานก็น่าจะประมาณ สิงหาหรือกันยาปีหน้า 2556  อาจารย์นัดภูผามาดูอีกที 4 เดือนนับจากนี้  ก็ตรงกับวันที่ 24 เมษายน 2556  ซึ่งอาจารย์นัดอาจารย์หมอแผนกหู คอ จมูกเอาไว้ให้ด้วย  เพื่อไปให้อาจารย์หมอเชคว่า  หูปกติรึเปล่า  ปะป๊าเลยบอกว่าเรื่องนี้แม่กังวลใจอยู่  อาจารย์เลยบอกว่าหูผิดปกติมีหลายแบบ  หูหนวกแต่กำเนิด  หรือแบบที่สองคือเกิดมาปกติ  แต่ก็จะค่อย ๆ เป็นหูอักเสบ  หูน้ำหนวก ไปเรื่อยๆ  แต่ถ้าแบบหลังเนี่ยสามารถรักษาได้ไม่น่าเป็นห่วง  ปะป๊าเลยบอกว่าเคยตรวจการได้ยินมาตอนเกิดใหม่ ๆ แล้วภูผาได้ยินข้างเดียว  แต่จำไม่ได้ว่าเป็นข้างไหน  อาจารย์เลยบอกว่าไม่เป็นไร  ตอนนั้นน่าจะตรวจแบบหยาบเดี๋ยวคราวหน้าที่ไปหาหมอ หู คอ จมูก คงได้ตรวจแบบละเอียดอีกครั้ง  ถ้าผิดปกติหรือว่าต้องมีการผ่าตัด  จะได้ผ่าตัดพร้อมกันทีเดียวไปเลยตอนที่ทำเพดานเทียม

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , ,

เรื่องของ NAM

แม่อยากจะแชร์เรื่องของ NAM กันบ้าง  ถึงวิธีการใส่และวิธีการดูแล

NAM ย่อมาจาก Nasoalveolar Molding หรือเพดานเทียม  ที่ภูผาใส่จะมี 2 แบบ

แบบแรกใส่ตั้งแต่ภูผาเกิดได้ 1 วัน  เป็นเพดานเทียมแบบบาง  วัตถุประสงค์ของการใส่เพดานเทียมแบบนี้ก็เพื่อให้ภูผาสามารถกินนมได้จากขวด  หรือบางทีก็สามารถกินนมจากเต้าของแม่ได้  ตอนพาภูผาไปทำ  ภูผาไม่ร้องเลย  คุณหมอก็ใส่ยางคล้าย ๆ ดินน้ำมัน  เพื่อพิมพ์มาทำเป็นบล๊อกเอาไว้ก่อน  แล้วค่อยมาทำแผ่นเพดานเทียม

เพดานเทียมแบบนี้จะมีเชือกเอาไว้ดึง  เพื่อถอดออกมาล้าง  แม่จะใส่ให้ภูผาเฉพาะตอนที่ภูผากินนม  หลังจากนั้นแม่ก็จะถอดออก  ล้างทำความสะอาด  แล้วก็ใส่เอาไว้ในตลับใส่ฟันปลอมที่ใ่ส่น้ำเอาไว้  แบบนี้ใ่ส่ไม่ยาก  แล้วภูผาก็ไม่เจ็บ  ช่วงแรก ๆ ภูผากินนมจากขวดได้ดีเลย

แบบที่ 2 หลังจากไปหาหมอที่รามา  แล้วคุณหมอฟันแนะนำให้ใส่เพดานเทียมแบบที่มีที่ดันจมูก  คุณหมอต้องทำเพดานเทียมอัีนใหม่  เพราะว่าอันแรกใช้ไม่ได้มันบาง  แบบใหม่ที่คุณหมอจะทำให้จะค่อนข้างหนา  แล้วทำด้วยอะคริลิค  เพื่อให้สามารถเจียร์เพื่อปรับได้  และติดเหล็กที่ดันจมูกได้ด้วย

แบบนี้จะมีก้านอยู่ด้านหน้าเอาไว้ดึงใส่เข้าหรือดึงออกเพื่อนำไปล้าง  และเป็นก้านที่เอาไว้ยึดกับยางที่ติดเทปแล้ว  ที่ดามจมูกจะเป็นลวดที่ด้านหนึ่งฝังไปกับเพดานเทียมและอีกด้านยื่นขึ้นมาเพื่อดามจมูกจะมียางด้านปลาย  เพื่อใส่เข้าไปในจมูก  และมีรูตรงกลางเพดานเทียมเพื่อเป็นรูสำหรับการหายใจ

การล้างทำความสะอาดก็ไม่ยาก  ใช้น้ำยาทำความสะอาดขวดนมและแปรงสีฟันค่อย ๆ ล้างตามซอกต่าง ๆ ด้านในเพดานเทียมและด้านนอก  รวมถึงลวดและที่ดันจมูก  เสร็จแล้วก็มาล้างน้ำต้มสุกแบบอุ่น ๆ อย่าให้ร้อนจัดเพราะจะไปทำให้เพดานเทียมเสียรูปได้

เพดานเทียมแบบนี้เราจะต้องใส่ไว้ตลอดทั้งวัน  เพื่อจัดสันเหงือก และ  ดันจมูก  ทำให้สันเหงือกเข้ามาชิดกันและทำให้จมูกด้านที่แฟบลงไปนั้น  สร้างกระดูกอ่อนของจมูกขึ้นมาเป็นรูจมูก  เพื่อเตรียมพร้อมก่อนการผ่าตัดริมฝีปาก

มาดูวิธีการใส่  ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างจะยุ่งยาก  และต้องใจเย็นๆ  เพราะว่าภูผาจะร้องเกือบทุกครั้งที่ใส่  แต่ว่าแม่ลงความเห็นแล้วว่าภูผมไม่ได้เจ็บตอนใส่หรอก  น่าจะรำคาญมากกว่า  เพราะว่ามีบางครั้งที่ภูผากินอิ่มและอารมณ์ดีภูผาก็ไม่ร้องเลย  ช่วงหลัง ๆ ก็จะให้ภูผาดูโมบาย  หรือของเล่นที่ภูผาสนใจแล้วถึงจะทำให้ภูผา  ภูผาก็จะร้องน้อยลงหรือบางครั้งก็ไม่ร้องเลย

photo (7)_resize

วิธีการใส่

1. เตรียมแผ่นรองติดที่แก้มเป็นตัวกันไม่ให้เทปสีขาวไปติดโดนแก้ม  เพราะว่าเทปสีขาวมันเหนียวมาก  เวลาลอกออกจะลำบาก  เพราะว่ามันจะดึงหนังตรงแก้มและทำให้แพ้  บางทีถ้าระคายมาก  ๆ ตอนดึงก็ทำให้เลือดออกซิบ ๆ อยู่เหมือนกัน  ตัดแผ่นรองหนังขนาดพอประมาณอย่าให้เล็กหรือสั้นเกินไป  เพราะว่าจะทำให้เวลาติดเทปสีขาวแล้วจะรั้งตัวเพดานเทียมไม่ได้

2. ปิดแผ่นรองนี้ลงไปบนแก้มภูผา  แนวเฉียง ๆ ระวังอย่าให้ชิดกับลูกตามากนัก

3. เตรียมเทปผ้าสีขาวติดกับยางไว้  ระยะที่พับทบของเทปผ้าให้ยาวพอที่เวลาติดเทปที่ดึงจากเพดานเทียมมาติดบนหน้าแล้ว เทปผ้าสีขาวจะไม่ติดไปโดนผิวหน้า และระยะทบไม่ให้สั้นจนเกินไป  เพราะว่ามันจะรั้งแล้วทำให้ที่ทบตรงยางหลุดแล้วยางจะดีดได้

4. ใส่เพดานเทียมที่ล้างทำความสะอาดแล้ว  ถ้าจะให้ดีก็ใส่เทปผ้าสีขาวลงไปด้วย  โดยใส่ด้านยาว(ด้านที่ไม่เป็นเพดานโหว่)ลงไปก่อน  แล้วตามด้วยด้านเทปสั้น  เพื่อลดระยะเวลาในการติดเทปให้เร็วยิ่งขึ้น  ภูผาก็จะไม่ต้องร้องนาน   หลังจากนั้นก็ใส่เพดานเทียมพร้อมกับผ้าเทปที่ห้อยกับที่ก้านของเพดานเทียมลงไป  พร้อมกับติดเทปลงไปที่แก้มทั้งสองด้านอย่างรวดเร็ว  ยังไม่ต้องให้แน่นมากก็ได้  ตรงที่ดันจมูกให้จมูกสูงกว่าด้านอีกข้างแต่อย่าให้ตึงมากเพราะว่าจะทำให้จมูกด้านในเป็นแผลได้  ถ้าภูผาร้องตอนนี้  ก็เอาภูผาขึ้นมากอดให้หายร้องสักพัก

5. ค่อย ๆ ปรับความตึงของเทปผ้าสีขาวให้แน่นขึ้น  ดึงรั้งด้านสั้นเฉียงประมาณ 45 ถึง 60 องศาโดยดึงให้ค่อนข้างตึง  ส่วนด้านยาวใช้วิธีการบีบแก้มปิดแบบเฉียงประมาณ 45 องศาแต่ไม่ต้องตึงมากเท่ากับด้านสั้น  ดูที่ดันจมูกด้วยให้ดันแล้วตรง ๆ ไม่เบี้ยวไปด้านใดด้านหนึ่ีงเกินไป  หลังจากนั้นสังเกตว่าเพดานเทียมห้อยมั๊ย  ถ้าไม่แน่นก็เอามือไปด้านเพดานเทียมขึ้นแล้วดูว่าเทปด้านไหนหย่อนก็ปรับด้านนั้นดึงให้ตึงขึ้นและปรับอีกด้านหนึ่งควบคู่เพื่อพยุงแรงกันด้วย

6. สังเกตตอนกินนมว่าเพดานเทียมมันโยกเยกมั๊ย  ถ้าติดและดึงได้ดีก็ไม่เขยื้อนหรือเขยื้อนน้อยมาก  ถ้าเขยื้อนก็ต้องปรับดึงกันใหม่

7. ตรงที่ดันจมูกถ้าสังเกตว่ามันเข้าไปในจมูกจนเกินไปหรือออกมาด้านนอกจนเกือบจะหลุดออกจากจมูกแล้ว  ก็สามารถปรับลวด  โดยเอาคีมดัดลวดดัดเข้าหรือดัดออก

8. ติดเทปขาวด้านขวางที่ตัดด้านกลางเข้าไปเพื่อเว้นที่เอาไว้สำหรับจมูก  ติดด้านหนึ่งก่อน  แล้วทำการบีบแก้มแล้วก็ติดอีกด้านหนึ่ง  เพื่อให้ริมฝีปากเข้ามาชิดกันมากขึ้น

หมายเหตุ :

– ควรถอดออกมาล้างทำความสะอาดและเปลี่ยนผ้าเทปสีขาวอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง  เพราะถ้าติดทิ้งเอาไว้นาน  ยางจะหย่อนและประสิทธิภาัพในการดึงก็จะลดลง  จึงควรเปลี่ยนอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง

– อย่ามัดมือหรือช่วยกันจับมือจนแน่น  เพราะเคยได้คุยกับผู้ปกครองคนหนึ่ง  เวลาทำเขาก็จะให้คนอื่นช่วยกันจับตัวจับมือแน่น  เพราะว่ากลัวดิ้นแล้วจะทำไม่สะดวก  ทีนี้ตอนหลังพอเวลามีคนเข้าไปจับมือเด็กจะผวาและกลัวหรือระแวงเพราะว่ากลัว  ดังนั้นควรจะใช้ิวิธีการหลอกล่อวิธีอื่นเช่นให้ดูโมบาย  คุยเล่นด้วย  เพื่อให้เด็กเพลิน ๆ ยังไงเด็กก็จะต้องร้องอยู่แล้วก็อย่าให้ลูกฝังใจ  หาวิธีอื่นเบี่ยงเบนแล้วค่อย ๆ ทำกันไปจะดีกว่า

 

ป้ายกำกับ: , , ,