RSS

Category Archives: ปากแหว่ง เพดานโหว่ (Cleft)

หลังผ่าตัด

1 เดือนหลังผ่าตัด  ภูผาไปหาหมอหูเพื่อดูว่าที่ผ่าตัดแล้วใส่ท่อระบายน้ำเอาไว้ยังอยู่ดีมั๊ย  คุณหมอตรวจดูแล้วก็ยังอยู่ดี  แล้วคุณหมอให้ยาหยอดหูมาช่วยหยอด หยอดทุกวันก่อนนอน  คุณหมอบอกว่าหยอดละลายขี้หูเอาไว้  เพราะว่าถ้ามันมีขี้หูเยอะ ๆ มันอาจจะไปอุดตรงช่วงนั้นได้  ตอนแรกปะป๊ากับแม่ยังเข้าใจแค่ว่ามันเอาไว้หยอดละลายขี้หูก่อนที่จะมาหาหมอเพื่อว่าหมอจะได้ส่องเข้าไปเห็นหูข้างในไม่มีขี้หูบัง  แต่ว่ามันมีผลมากกว่านั้นเพราะว่ามันช่วยไม่ให้ขี้หูมาอุดตันในท่อนั้น  และปะป๊าก็ถามเรื่องว่าภูผาจะขึ้นเครื่องบินได้มั๊ย เพราะว่ามีแผนที่จะพาภูผาขึ้นเครื่องบินปีหน้าพอดี  คุณหมอบอกว่าสบายมากเพราะว่าท่อนี้มันช่วยปรับความดันได้  ไม่มีปัญหา ก็สบายใจขึ้น  แต่เรื่องว่ายน้ำควรจะหลีกเลี่ยงจะดีกว่า ปะป๊ากับแม่ก็ยังต้องคอยหยอดหูและคอยดูเรื่องการได้ยินของภูผาต่อไป ตอนหยอดหูภูผาบางทีก็ต้องหาอะไรหลอกล่อเพราะว่าภูผาก็ไม่ค่อยอยู่เฉย ๆ เวลาหยอดหู  และบางทีหยอดไปแล้วก็มีร้องไห้น่าจะเป็นเพราะว่ารำคาญน้ำที่มันเข้าไปอยู่ในหู  สักพักก็หาย

และวันไม่ห่างกันนัก  ก็พาภูผาไปหาหมอฝึกพูด  คุณหมอก็ให้คำปรึกษาและสอบถามเกี่ยวกับพัฒนาการในด้านการพูด  และเล่นโดยใช้ของเล่น  เพื่อดูว่าภูผา  พูดและออกเสียงเป็นอย่างไร  แต่ภูผาก็ไม่ค่อยพูดเท่าไร ณ ตอนนั้น  คุณหมอเลยเน้นว่าให้ฝึกพูดโดยใช้เสียงที่ออกมาที่ปากหรือเล่นกับปากเช่น ปะป๊า มา ฯลฯ ที่ได้ขยับริมฝีปาก หรือใช้กล้ามเนื้อบริเวณปากในการพูด  ก็เป็นหน้าที่ปะป๊ากับแม่ที่ต้องหัดภูผากันต่อไป

ช่วงนี้ภูผาก็เรียก ปะป๊า แม่ ยาย หมา และก็ฟังคำที่มีคนสอนให้พูดแล้วพยายามพูดตามมากขึ้นแล้ว และอยู่ในช่วงเรียนรู้

ภูผายังคงต้องคอยดูแลเรื่องหู การพูด และฟันอีกต่อไปเรื่อย ๆ นะครับ

ปะป๊ากับแม่ก็ติดตาม คอยลุ้น และดีใจกับพัฒนาการของภูผาที่มีมากขึ้นในทุก ๆ วัน

เป็นเด็กดีนะคร๊าบ…ภูผา

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , ,

ผ่าตัดเพดาน

ผ่านไปแล้วกับการผ่าตัดเพื่อปิดเพดานของภูผา ถือเป็นการผ่าตัดครั้งที่ 2 และผ่าตัดเยอะกว่าครั้งแรก  ใช้เวลามากกว่า  และก่อนผ่าตัดก็คาดการณ์ว่าครั้งนี้จะเจ็บกว่าครั้งที่แล้ว  และเป็นสิ่งที่ปะป๊ากับแม่ต้องเตรียมตัวและเตรียมความพร้อมมากกว่าครั้งที่ผ่าเย็บริมฝีปาก และครั้งนี้มีการผ่าตัดเพื่อเจาะระบายน้ำในหูชั้นกลางด้วย ก่อนผ่าตัดปะป๊ากับแม่ก็ภาวนาว่าขออย่าให้ภูผาเป็นหวัดเลย  เพราะว่าเลื่อนนัดหมอจากกำหนดเดิม 17 ก.ย. มาเป็นวันที่ 24 ก.ย. เนื่องจากแม่ติดภาระกิจที่บริษัท และช่วงนี้ฝนตกบ่อยเป็นช่วงที่กำลังเป็นหวัดเป็นไข้กันเลย  แต่ปรากฎว่าประมาณ 3 อาทิตย์ก่อนการผ่าตัดภูผามีอาการไอ แต่ไม่ได้เป็นไข้ มีน้ำมูกนิดหน่อย  เลยพาไปหาคุณหมอเด็กที่รามาในวันเสาร์เพื่อให้คุณหมอเช็คว่าจะมีผลกับตอนผ่าตัดที่ใกล้จะถึงนี้มั๊ย  คุณหมอบอกว่าน่าจะเป็นติดเชื้อไวรัส และอาการนั้นเป็นไม่มาก  ไม่น่าจะมีผลกับการผ่าตัด  ให้ลองสังเกตอาการดูต่อไปว่าจะเป็นเยอะขึ้นมั๊ย  ซึ่งปะป๊ากับแม่ก็เฝ้าดูอาการ  ซึ่งก่อนหน้าที่จะผ่าตัดนั้นภูผาก็ไม่ได้เป็นอะไรแล้ว  ไม่ไอและมีน้ำมูก  และไม่มีไข้  ซึ่งปะป๊ากับแม่เพิ่งจะเข้าใจแจ่มแจ้งกันตอนที่ผ่าตัดภูผาเสร็จแล้วว่าทำไมหมอถึงห้ามไม่ให้เป็นหวัด มีไข้ มีน้ำมูก ตอนช่วงผ่าตัด  เดี๋ยวปะป๊ากับแม่จะเล่าให้ฟังต่อไป

ปะป๊ากับแม่พาภูผาเข้านอนโรงพยาบาลหนึ่งคืนก่อนการผ่าตัด  ภูผาก็คลานและเดินเล่นเตาะแตะตามประสาภูผา  ร่าเริง  ก็เดินเข้าออกห้องพักดูโน่น ดูนี่  โดยน่าจะไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะถึงวันผ่าตัดและคงจะอารมณ์คนละอย่างกับวันนี้  แม่เปลี่ยนชุดของภูผาเป็นชุดโรงพยาบาล  ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งแรกตอนภูผาอายุ 3 เดือนที่เป็นเสื้อผูกด้านหลังเหมือนเด็กทารก  แต่ว่าคราวนี้เป็นเสื้อที่มีแขนและผูกเชือกด้านข้าง  ซึ่งค่อนข้างผูกยากอยู่เหมือนกัน  และใส่เป็นกางเกงแบบรูดไม่มียางยืด  คุณพยาบาลมาชั่งน้ำหนักภูผา  ปรากฏว่าน้ำหนัก 8 กิโลกรัมกว่านิด ๆ ไม่ถึงขีด !!! เกือบไม่ผ่านเกณฑ์คุณหมอแล้วไหมหล่ะภูผา  ก็เราเล่นมาเบื่ออาหารตอนก่อนจะผ่าตัดเนี่ย  ไม่ค่อยจะกิน

คุณพยาบาลวัดไข้ให้กับภูผาเป็นระยะ  ซึ่งภูผาไม่มีไข้อะไร แข็งแรงดี  คราวนี้ภูผาได้ห้องแรกสุดอยู่หน้าเคาน์เตอร์พยาบาลเลย  พยาบาลถามปะป๊าว่าจะรับข้าวของโรงพยาบาลมั๊ยตอนเย็น  ปะป๊าเลยไปถามยาย  ยายบอกว่าให้เอา  ซึ่งก็ดีแล้วหล่ะที่ให้ภูผากินข้าวโรงพยาบาล  เป็นโจ๊กหมู  เพราะว่าภูผากินได้เยอะมาก สงสัยอาหารโรงพยาบาลจะอร่อยถูกปากภูผาจริง ๆ ปะป๊ากับแม่ยังว่ามันอร่อยเลย  แสดงว่าที่ภูผาเบื่ออาหารน่ะเป็นเพราะว่าภูผาน่าจะเบื่อรสชาติมากกว่า

คืนนั้นภูผาก็นอนบนเตียงกับแม่  และตั้งปลุกตอนตี่ 4 เพราะว่าต้องงดนมและอาหารตอนตี 5 ตอนประมาณก่อนตี 4 ภูผากินนมไปประมาณ 2 ออนซ์  และหลังจากนั้นประมาณตี 4 ครึ่งอีก 2 ออนซ์  แม่พยายามให้ภูผากินนมเป็นแบบแก้วหัดดื่ม  และกินจากแก้วเลย  เพราะว่าหลังจากนี้ภูผาจะไม่ได้กินนมจากจุกนมอีกแล้ว  ซึ่งภูผาก็ไม่ค่อยจะกินนมก็ห่วงเล่นอย่างเดียวเลย  กลัวภูผาจะหิวก่อน 9  โมงจังเลยเนี่ย

ประมาณ 8 โมงกว่า  ก็มีพยาบาลจากห้องผ่าตัดมารับไปห้องผ่าตัด  แม่นั่งรถเข็นและอุ้มภูผาไปห้องผ่าตัดซึ่งอยู่ชั้น 5  แม่ก็เข้าไปเปลี่ยนชุดและพาภูผาเข้าไปในห้องผ่าตัด ระหว่างที่รอคุณหมอภูผาก็หลับไปครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้  พอภูผาตื่นก็เกือบ 9 โมงได้   คุณหมอก็เรียกเข้าไปในห้องผ่าตัดเพื่อจะให้ภูผาดมยาสลบโดยให้ภูผานอนบนเตียง  แล้วพยาบาลก็จับภูผาเพื่อเตรียมวางยา และเอาที่ครอบจมูกมาใส่  ภูผาก็มองหน้าแม่และร้องไห้เหมือนจะไม่ยอม  จากนั้นภูผาก็เหมือนกำลังจะเคลิ้ม ๆ แล้ว  คุณหมอก็ให้แม่ออกมาก่อน

ภูผาออกจากห้องผ่าตัดประมาณเที่ยงกว่า แต่ป๊ากับแม่มารอหน้าห้องผ่าตัดกันตั้งแต่ สิบโมงกว่า  พยาบาลเรียกให้แม่ไปเปลี่ยนชุดเพื่อที่จะไปรับภูผา  แม่ก็เอานมที่ชงเข้าไปด้วยเพราะว่าคราวที่แล้วต้องรีบมาเอานมให้ภูผาเพราะเหมือนกับภูผาจะหิวนม  ส่วนยายตามหลังมาตอนที่แม่เข้าไปแล้ว

แม่เข้าไปในห้องผ่าตัดเจอพยาบาล  ภูผาก็นอนอยู่บนเตียง  พยาบาลบอกว่านมที่เอามากินไม่ได้หรอกเดี๋ยวอ๊วก  พยาบาลบอกว่าก่อนหน้านี้ภูผาตื่นมาแล้วร้องไห้มาก  ก็เลยฉีดยาแก้ปวดให้  แม่ก็เลยไปเดินดูภูผาที่เตียง  ตอนนั้นภูผานอนหลับอยู่แล้วมีต่อท่อออกซิเจนที่นำมาวางไว้ข้างจมูก  แม่ก็เลยเข้าไปเรียกภูผาว่า “ภูผาครับ คุณแม่มาแล้วนะครับ  คุณแม่ยืนอยู่ข้าง ๆ ภูผานะ”  ลูบหัวและหอมภูผา  ภูผาก็เขยิบหัวในขณะที่หลับตาอยู่  แล้วแม่ก็พูดเหมือนเดิมแล้วก็ลูบหัว  แม่เห็นน้ำตาภูผาไหลออกมา แม่เลยร้องไห้ออกมา  แต่ว่าก็ต้องกลั้นเอาไว้ไม่ให้ออกมามาก  แม่คิดว่าภูผายังเข้มแข็งเลย  เราก็ต้องเข้มแข็งเหมือนกัน  แม่นั่งมองภูผาและจับมืออยู่ข้างๆตรงนั้น

สักพักคุณหมอก็มา  หมอบอกว่าหมอทำให้เรียบร้อยเลย  มีกล้ามเนื้อตรงด้านหน้าที่เหมือนจะดึงรั้ง  คุณหมอก็จัดการให้เรียบร้อยแล้วนะ  ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นกล้ามเนื้อตรงช่วงด้านในริมฝีปากบน  แม่ถามคุณหมอว่าจะเจ็บกี่วัน  คุณหมอบอกว่าประมาณ 3 วัน  ห้ามกินนมจากขวด  และใส่เฝือกที่แขนให้ใส่ประมาณ 5-7 วัน  และคุณหมอถามว่าภูผาเอามือเข้าไปมั๊ยโดยปกติ  แม่เลยบอกว่าปกติไม่อมนิ้วหรือเอามือเข้าปากอยู่แล้ว คุณหมอก็บอกว่าถ้าอย่างนั้น 5 วันก็น่าจะได้  ห้ามกินนมจากขวดนม ให้ใช้ไซริงค์แทน  หรือกินนมจากแก้วได้  แต่หลังจาก 7 วันอาจจะเลิกขวดนมไปเลย  หรือว่ากลับมากินใหม่ก็ได้  ซึ่งคุณหมอบอกว่าอาจจะมีน้ำมูกหรือน้ำลายเป็นเลือดออกมาบ้างนะ

หลังจากนั้นพอสักพัก  ภูผาก็ลืมตาขึ้นมามองหน้าแม่แล้วเหมือนจะอ๊วก  แม่เลยเรียกพยาบาล บอกว่าภูผาเหมือนจะอ๊วก พยาบาลก็ยกภูผาขึ้น  ตอนนั้นภูผาอ๊วกออกมาเป็นเลือด  พยาบาลบอกว่ามันเป็นเลือดที่ค้างอยู่ตอนผ่าตัด  แม่ก็ไม่ได้ตกใจอะไรมาก เพราะว่าคุณหมอได้บอกไว้ก่อนบ้างแล้ว  พยาบาลก็เหมือนเอาที่ช่วยดูดมาดูดออกให้  แล้วก็เตรียมย้ายภูผาไปห้องพักฟื้น  แม่นึกว่าจะได้นั่งเก้าอี้เหมือนคราวที่แล้ว  แต่ว่าคราวนี้เข็นเป็นเตียงเลย  แม่ก็เลยออกมาเปลี่ยนเสื้อผ้า

สักครึ่งชั่วโมงผ่านไป  ปะป๊าเริ่มได้ยินเสียงร้องไห้แล้ว  ปะป๊ากับยายคิดว่าต้องเป็นภูผาแน่ ๆ เลย  แล้วภูผาก็โดนเข็นออกจากห้องผ่าตัด  แม่ออกมาเปลี่ยนชุดแล้วก็วิ่งตามเข้าไปใหม่เพื่อจะออกไปประตูอีกด้านหนึ่งเพื่อขึ้นลิฟต์ไปด้านบน  ปะป๊ากับยายรีบเดินไปตรงลิฟต์นั้น ภูผานอนอยู่บนที่นอนรถเข็นของผู้ใหญ่  ตัวภูผาเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับเตียงนั้น  ปะป๊าเห็นภูผาร้องไห้แล้วปะป๊าก็จะร้องไห้ตาม  แต่ก็กลั้นไว้เพราะว่าคนเยอะ  ภูผาร้องไห้ใหญ่เลย  สงสัยคงจะเจ็บ  พอปะป๊าหรือแม่เรียกก็จะลืมตามาดูแล้วก็จะร้องใหม่  หน้าตาภูผาก็เหมือนจะบวม ๆ นิด ๆ  และมีสายน้ำเกลือเจาะเข้าทางขา พอถึงห้องภูผาแหวะเลือดออกมาอีกครั้ง  หลังจากที่หลังจากที่ฟื้นจากที่ห้องผ่าตัดแหวะออกมารอบนึง  เพราะว่ามีเลือดที่ค้างอยู่ตอนช่วงที่หมอผ่าตัด  ซึ่งเป็นเรื่องปกติ  หมอบอกว่าช่วงแรกก็จะมีน้ำมูกหรือน้ำลายที่เป็นเหมือนมีเลือดปนออกมา

photo (10)

ภูผาร้องให้แม่อุ้มอย่างเดียวเลย  คนอื่นจะอุ้มก็จะร้องไห้หาแม่ให้แม่อุ้ม  วันนั้นทั้งวันก็ต้องอยู่กับแม่และยังคงสลึมสลือเพราะฤทธิ์ของยาแม่ก็ต้องอุ้มเอาไว้และนอนบนตัวแม่ตลอดเลย  เพราะว่าปล่อยลงนอนที่เตียงไม่ได้เลย  ภูผาก็จะร้องให้แม่อุ้ม  พยาบาลบอกว่าฉีดยาแก้ปวดไปตอนที่ตอนพักฟื้นจากห้องผ่าตัด  ซึ่งถ้าปวดอีกก็อาจจะต้องให้ยาแก้ปวด  แต่หลังจากนั้นภูผาก็ไม่ได้ร้องไห้เหมือนกับตอนที่ผ่าตัดเย็บริมฝีปากที่ต้องโอ๋และกอดเอาไว้แน่น ๆ  คราวนี้ภูผาจะร้องออกแนวโยเยเสียมากกว่า  ซึ่งก็ไม่ได้คิดว่าภูผาจะปวดอะไรมาก  แต่สังเกตที่ปากภูผา  เหมือนลิ้นจะกระดกนิด ๆ และดูลิ้นแข็ง ๆ

ภูผานอนไปได้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง  ตื่นขึ้นมาตอนเย็น  งอแงบ้างแต่ว่าไม่มาก  และปากเหมือนจะดีขึ้น  เหมือนว่าปากจะเริ่มหายชาและลิ้นก็ขยับได้บ้างแล้ว และอารมณ์ก็เริ่มดีขึ้นมียิ้มมุมปากเล็ก ๆ ได้

เรื่องกินนมภูผาไม่ยอมกินนมเลย  ไม่ว่าจะใช้ไซริงค์ที่มีสายยางต่อหรือว่าจะใช้ขวดนมพิเศษเหมือนกับตอนที่ผ่าตัดครั้งแรก  หรือกระทั่งให้กินจากแก้ว  ก็ปฏิเสธหมด  ไม่ยอมกิน  ไม่เหมือนกับครั้งแรกที่ยังพอบังคับให้กินได้บ้าง  เพราะว่าตอนนั้นภูผาตัวยังเล็ก  ไม่ดิ้นมาก  และก็ยังกินนมอย่างเดียวเป็นอาหารหลัก  และอดทนไม่กินนมไม่ได้เหมือนกับตอนนี้  ก็ไม่เป็นไรเพราะว่ามีน้ำเกลืออยู่ค่อยให้กินนมพรุ่งนี้ก็แล้วกัน

ช่วงกลางคืน  ภูผานอนแบบกระสับกระส่าย  เพราะด้วยน้ำมูกที่รู้สึกว่ามันจะเยอะมากเลย  ทำให้เวลาภูผานอนก็จะนอนหลับได้ไม่ค่อยสนิท  เหมือนกรนมีเสียงดัง  มีสะดุ้ง  แล้วก็พลิกตัวไปมา  ปะป๊ากับแม่เลยถึงได้เข้าใจว่าทำไมถึงถ้าเป็นหวัดแล้วถึงไม่ควรให้ผ่าตัด  เพราะว่าขนาดภูผาไม่เป็นหวัดยังขนาดนี้  แล้วถ้าภูผาเป็นหวัดมันคงแย่กว่านี้มาก

ตอนหัวค่ำภูผาไข้ขึ้น  แม่ลองให้ป๊าจับดูว่าภูผาตัวร้อนมั๊ย  ป๊าก็ไม่ได้คิดอะไร  คิดว่าสงสัยแม่จะอุ้มภูผามากทำให้รู้สึกว่าตัวภูผาร้อนและร้องโยเย  สักพักแม่ให้พยาบาลมาวัดไข้ตอนประมาณ 2 ทุ่ม  ก็ปรากฎว่าภูผาตัวร้อน  ประมาณ 38 กว่าเกือบ 39  ภูผาเลยต้องกินยาลดไข้   พอกินยาลดไข้ ภูผาก็สงบลงบ้าง  คงเป็นเพราะยาพาราเป็นทั้งยาลดไข้และแก้ปวด  จึงทำให้ภูผารู้สึกสบายขึ้นและไข้ลดลง  แต่ก็ไม่ได้หลับเหมือนปกติ  ยังพลิกไปมาเพราะว่าน้ำมูกที่เยอะมาก  จนแม่รู้สึกถึงแรงที่มันสั่นสะเทือนเวลาจับหลังภูผาตามจังหวะการหายใจ  แม่เรียกป๊ามาจับป๊าก็รู้สึกได้เหมือนกัน  จึงเรียกให้พยาบาลเข้าช่วยดู  พยาบาลเลยเอาเครื่องวัดปริมาณออกซิเจนมาหนีบที่ขา  เพื่อดูปริมาณออกซิเจนอยู่ในระดับปกติรึเปล่า  คงกลัวว่าจะได้ออกซิเจนไม่พอ  เพราะว่าหายใจไม่สะดวก  แต่ว่าภูผาก็มีค่าที่ปกติ  ถ้าจำไม่ผิดตัวเลขต้องสูงกว่า 95  หน่วยอะไรก็ไม่รู้สิ  แต่ว่าพยาบาลฟังเสียงที่ปอดซึ่งก็ไม่เป็นอะไรปกติดี

พอตอนช่วงประมาณตี 2  ภูผาก็ยังไข้ขึ้นอีก  เลยต้องให้กินพาราอีกรอบ  การกินยาของภูผาก็ต้องบังคับให้กิน  ใส่ไซริงค์แล้วก็กรอกเข้าปาก  เพราะว่าภูผาไม่ยอมกินดี ๆ เลยหน่ะ  ภูผายังหายใจเหมือนจะลำบากเหมือนเดิม  ถึงแม้พยาบาลจะติดตามค่าออกซิเจนอยู่  แต่ว่าพยาบาลก็ถามแม่ว่าอยากให้พยาบาลช่วยดูดน้ำมูกให้เอามั๊ย  แม่ก็เลยให้พยาบาลดูดให้  พยาบาลเอาเครื่องดูดเสียบปลั๊กมีสายยาว ๆ  และมีพยาบาลมาช่วยกันจับภูผา  ภูผาร้องเอามากเลย  ภูผาดูท่าทางกลัวเอามาก ๆ  พยาบาลใช้สายดูด และมีน้ำเกลือช่วย  เพื่อดูดน้ำมูกออกมาทั้ง 2 ข้าง  ใช้เวลาไม่นาน   หลังจากนั้น…ภูผาของเราก็กลัวพยาบาลขึ้นมาเลย  ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยกลัวเลยนะ  พอโดนแบบนี้เข้าไปเลยกลัวมาก  พยาบาลจะมาวัดไข้หรือวัดความดันก็จะร้อง  และไม่ค่อยยอมให้พยาบาลมาแตะตัวเลย  ฮา

แต่หลังจากที่ดูดเอาน้ำมูกออกไป  ภูผาก็นอนหลับสบายขึ้นเยอะ  ได้จนถึงประมาณตี 5 ก็เป็นช่วงที่ภูผาตื่นพอดี  และเหมือนจะดีขึ้นมากแล้ว  แต่ว่าจะให้กินนมก็ยังไม่ยอมกินนะ  ให้นั่งรถเข็นที่เตรียมมาจากบ้าน แล้วก็ชี้จะออกนอกห้อง  ปะป๊ากับแม่ก็พอเดินไปดูข้างนอก  ดูวิวตรงกระจกบ้าง  ดูรูปบ้าง  เดินพาไปดูแถวห้องพักเด็กแรกเกิดบ้าง  แล้วก็กลับมาดูโปสเตอร์ตรงหน้าห้องข้างเคาน์เตอร์พยาบาลบ้าง  ดูหนังสือนิทานตรงนั้น  และก็เล่นลูกบอล   ทำวนกันอยู่อย่างนี้ตอนช่วงที่พักอยู่ที่โรงพยาบาล  เพราะว่าภูผาไม่ค่อยชอบอยู่ในห้อง  และร้องจะออกข้างนอกตลอดเลย  แต่ว่ามันก็คงทำให้ภูผาไม่เครียดและอารมณ์ดีขึ้น  และภูผาก็เริ่มยิ้มและหัวเราะได้แล้ว

ตอนเช้าคุณหมอก็เข้ามาดูภูผาแล้วก็ดูผลด้านใน  หมอบอกว่าหมอเย็บแผลเอาไว้เยอะเลยและก็แม่ดูด้านใน  บอกว่ามันเป็นปมที่หมอเย็บให้  หมอเย็บให้อย่างดี  แต่ว่าถ้าเกิดว่าแผลมันแยกก็ไม่จำเป็นต้องผ่าใหม่  เดี๋ยวมันก็จะสมานกันเอง  เพราะว่าเด็กอาจจะเอาลิ้นไปดุนตรงปมหรือตรงแผลได้  หมอบอกว่าเคสของภูผาผ่าไม่ยาก  และครั้งนี้เหมือนเป็นการผ่าใหญ่กว่าครั้งแรกนะ  แต่ดูภูผาเหมือนตัวใหญ่ขึ้นกว่าครั้งที่แล้ว  หมอถามว่าภูผาหนักเท่าไร  เลยบอกว่า 8 กิโลกรัม  แม่กับป๊าก็เลยคิดว่าหรือเป็นเพราะว่าภูผาหัวใหญ่ (ฮา) เลยทำให้ผ่าง่ายขึ้น  และปะป๊าถามหมอเรื่องลิ้นเหมือนว่าลิ้นภูผาจะแข็ง ๆ ที่สังเกตได้เมื่อวาน  คุณหมอเลยบอกว่าเป็นปกติเพราะว่าตอนผ่าตัดคุณหมอมีใช้อุปกรณ์เพื่อให้อ้าปาก  และมีการกดลิ้นลงมาระหว่างที่ผ่าตัด 3 ชั่วโมง  ซึ่งมันก็น่าจะทำให้ภูผาเจ็บลิ้นมากกว่าเจ็บแผลอีกด้วย  ปะป๊ากับแม่ก็เลยเข้าใจละ

วันนั้นทั้งวันภูผายังกินนมไม่ค่อยได้  เริ่มกินได้บ้างก็ตอนเย็นแล้ว  ก็ภาวนาให้ภูผากินนมได้เยอะ ๆ เพราะว่าจะได้ถอดสายน้ำเกลือสักที  เวลาภูผาจะไปไหนก็ต้องหอบหิ้วทั้งแท่นน้ำเกลือและรถเข็นภูผา  จะคลาน  หรือจะเดินก็ทำไมได้  ตอนกลางคืนก็พยายามให้กินนมอีกโดยมีพยาบาลคอยจดบันทึกว่ากินนมไปได้เท่าไรแล้ว  ต้องหลอกล่อภูผาให้กินนมกันสุด  ๆ

หัวค่ำตอนนอนภูผาเริ่มเป็นไข้ต่ำอีกแล้ว  เหมือนเมื่อวาน  กินยาพาราน้ำของเด็กแล้วก็หาย  เสร็จแล้วก็เป็นอีกทีตอนตี 2 เหมือนกับเมื่อวานเปี๊ยบ  แต่ว่าคราวนี้ภูผานอนบนเตียงได้แล้ว  ไม่ต้องนอนบนตัวแม่เหมือนเมื่อวาน  อาการกรนและเสียงหายใจครืดคราดเริ่มลดลงกว่าเมื่อวานแต่ก็ยังถือว่ายังเยอะอยู่

เช้าก็ตื่นประมาณตี 5  วันนี้เป็นวันที่เป็นกำหนดที่ภูผาจะต้องออกจากโรงพยาบาล  แต่ป๊ากับแม่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะออกจากโรงพยาบาลตามกำหนดได้มั๊ย  เพราะว่ายังให้น้ำเกลืออยู่  เพราะว่าถ้าเป็นครั้งที่แล้วถอดสายน้ำเกลือตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นแล้ว  แต่ว่าคราวนี้ยังไม่ถอดเพราะว่ากินนมได้ไม่เยอะ  แต่ว่าตอนเช้าวันนี้ภูผาก็เริ่มกลับมากินนมได้เยอะเลย  อารมณ์ดี คึกคักเหมือนกับภูผาปกติ  ค่อนข้างปกติแล้วหล่ะนะ  และหัวหน้าพยาบาลก็เดินมาทักว่า  วันนี้น่าจะได้กลับบ้านแล้ว  ในใจปะป๊าดีใจสุด ๆ ได้กลับบ้านแล้ว เย้ ๆ ๆ  หมอมาดูภูผาและบอกว่าโอเค  กลับบ้านได้แล้ว  และยังให้ใส่เฝือกจนกว่าจะถึงวันนัดมาดูแผลวันพุธ  เลยถามเรื่องกินข้าว  หมอบอกว่ากินได้แต่ว่าต้องเป็นแบบเหลว ๆ เลย  คล้าย ๆ กับซีรีแลค  แบบนั้นถึงจะกินได้

สักพักก่อนเที่ยงพยาบาลก็มาถอดสายน้ำเกลือให้  และแม่ก็ไปจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายกับการเงินและรอรับยากลับบ้าน  และที่คุณหมอบอกว่าเอากล้ามเนื้อที่รั้ง ๆ ออกให้ด้วย  ปะป๊าก็ว่ามันดูดีขึ้นนะ  เมื่อมองตรงริมฝีปากตรงเนื้อด้านบนระหว่างจมูกกับริมฝีปาก  ดูสวยขึ้น  ตรงขึ้น

สรุปว่าคราวนี้นั้นภูผานั้นต่างจากคราวที่แล้ว  ไม่ร้องไห้มากเท่ากับคราวที่แล้วแต่ว่าร้องโยเยและไม่สบายตัวเพราะว่าเป็นไข้และมีน้ำมูกมากเวลานอน  ปะป๊าก็เลยคิดไปเองว่าภูผาคงสามารถที่จะทนความเจ็บปวดได้ในระดับหนึ่งไม่เหมือนกับตอนนั้นที่อายุ 3-4 เดือน  ส่วนเรื่องใส่เฝือกก็ไม่ได้ซีเรียสเหมือนกับคราวที่แล้วที่เป็นช่วงเอามือเข้าปากพอดีเพราะว่าภูผาไม่ติดอมนิ้มหรือเอามือเข้าปาก  กินนมได้ตอนช่วงหลัง ๆ แล้วและบังคับให้กินยาก  แต่ว่าก็ดูฟื้นตัวเร็วกว่าครั้งแรก

ตอนช่วงที่อยู่บ้านก็กินอาหารเหลวของเด็ก  ซึ่งภูผากินแล้วไม่ออกจมูกเหมือนกับแต่ก่อนแล้วนะ  ดีใจังเลย  และกินได้เยอะเลยหล่ะ  มื้อละประมาณ 2 ถ้วยของที่เคยกินเลย  และก็กินนมจากแก้วเหมือนของผู้ใหญ่  ใส่ฝาให้กินเหมือนตอนที่ยายเคยให้กินน้ำก่อนผ่าตัด  และก็กินจากขวดนมแบบที่ถอดฝาและจุกนมออก  ค่อย ๆ ให้ภูผากิน  ภูผาก็ได้ดีและเยอะเลย  ดีที่ว่าคุณหมอบอกให้หัดกินจากแก้วได้แล้ว  ซึ่งก่อนหน้าผ่าตัดภูผาก็ยังกินแก้วสลับกับกินจากขวดนมและมีจุกอยู่  แต่ว่าถ้าเลิกกินจากขวดก่อนหน้าผ่าตัดได้ก็จะดี  เพราะว่าหลังผ่าตัดยังไงก็ให้เลิกกินจากขวดนมอยู่แล้ว  และถึงตอนนี้ภูผาก็ไม่เคยกินนมจากจุกอีกเลย  ให้เลยกินแบบนั้นไปเลย

ตอนไปตรวจดูแผลกับคุณหมอตามนัด  คุณหมอก็บอกว่าแผลโอเคดีนะ  ไม่รั่วอะไร  ส่วนไหมเป็นไหมละลาย  มันจะค่อย ๆ ละลายจากข้างในมาจากข้างนอก  ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน  และห้ามกินของแข็งเช่น มะม่วง ฝรั่ง  แต่ว่ากินข้าวและของอ่อน ๆ ได้แล้ว  ส่วนอาการที่เวลานอนตอนกลางคืนหายใจเสียงดังเหมือนมีน้ำมูกหรือคล้าย ๆ เสียงกรนก็เริ่มหายไปแล้ว

สุดท้าย  ขอบพระคุณอาจารย์หมอเฉลิมพงษ์ ฉัตรดอกไม้ไพร มาก ๆ เลยนะครับ  สำหรับการผ่าตัดตกแต่งศัลยกรรมให้กับภูผาเป็นอย่างดีเลยตั้งแต่ครั้งแรกรวมถึงครั้งนี้ด้วย  จำได้ว่าจากตอนแรกเกิดที่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีที่ภูผาเป็นแบบนั้น  กับตอนนี้ที่ภูผาดูมีความสุข ร่าเริงและใช้ชีวิตได้เหมือนกับเด็ก ๆ ทั่วไป  ขอบพระคุณมาก ๆ อีกครั้งนะครับ

ครอบครัวน้องภูผา

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

หาหมอศัลยกรรมก่อนผ่าตัดเพดาน

ภูผาไปพบอาจารย์หมอศัลยกรรมอีกครั้ง  เพื่อประเมินเรื่องที่จะผ่าตัด  วันนี้ภูผาน้ำหนัก 7.9 กิโลกรัม  ซึ่งจะถึง 8 กิโลกรัมอย่างที่คุณหมอเคยบอกเอาไว้  ภูผาไปชั่งน้ำหนักและวัดอุณหภูมิ  พยาบาลบอกว่าภูผาเก่งนะ  เป็นเด็กคนแรกที่ไม่ร้องเลย  555+

อาจารย์หมอถามเรื่องน้ำหนักและยังน้อยไปนิด  อาจารย์บอกว่าอีกสัก 2 เดือน  น่าจะได้อีก 1 กิโลกรัมนะ  ก็เลยนัดผ่าตัดช่วงเลยวันเกิดภูผาไปประมาณ 10 วัน   ซึ่งปะป๊าบอกว่าอาจารย์ไปว่าพบอาจารย์หมอหูคอจมูกให้ผ่าตัดครั้งเดียวกันเลยกับตอนผ่าตัดเพดาน  อาจารย์เลยเขียนลงบันทึกและนัดให้ภูผาผ่าตัดกับอาจารย์หมอหูคอจมูกก่อนตอน 9 โมงเช้า  และ 9 โมงครึ่งถึงจะเป็นของคิวอาจารย์หมอศัลยกรรม  ซึ่งพยาบาลก็ทำเรื่องจองห้องผ่าตัดให้  และนัดอาจารย์หมอหูคอจมูกและหมอวิสัญญีให้ภูผาไปพบ 2 อาทิตย์ก่อนผ่าตัด  เพื่อประเมินความพร้อมก่อนการผ่าตัด

หลังจากนั้นปะป๊าก็พาภูผาไปจองห้องพักซึ่งก็เป็นที่ตึกพระเทพเหมือนกับตอนที่ผ่าตัดริมฝีปากนั่นแหละนะ

ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แล้วนะภูผา…

 

ป้ายกำกับ:

หาหมอฟันและหมอหูคอจมูก

ภูผาไปพบอาจารย์หมอฟันมาแล้ว  ซึ่งอาจารย์สอนเรื่องการทำความสะอาดฟันล่างที่ขึ้นแล้วและให้คอยดูฟันบนที่กำลังจะขึ้นด้วย  สอนวิธีการทำความสะอาดเหงือกด้านบนและร่องระหว่างเหงือกกับริมฝีปาก  คราวนี้คุณหมอให้ฟลูออไรด์มากิน  เป็นฟลูออไรด์แบบเม็ด  ให้ใส่น้ำประมาณ 2 ออนซ์  แล้วก็ให้ภูผาจิบกินให้หมดภายใน 1 วัน  อาจารย์หมอบอกว่าถ้าวันไหนลืม  ก็ปล่อยไปไม่ต้องให้กินเผื่อของวันที่ลืม  และก็ได้แปรงสีฟันมาด้วย  เป็นด้ามยาว  ๆ ที่มีขนแปรงนิดหน่อยแต่ว่านุ่ม ๆ เอาไว้ให้แม่คอยแปรงทำความสะอาดฟันให้กับภูผา

หลังจากนั้นก็ไปตรวจการได้ยินก่อนจะพบกับอาจารย์หมอหูคอจมูก  ช่วงที่ไปตรวจเป็นช่วงที่ภูผาเป็นหวัดและมีน้ำมูกพอดี  ป๊ากับแม่เหมือนเคยได้ยินมาว่าถ้าเป็นหวัดจะตรวจการได้ยินไม่ได้  ก็เลยบอกว่าอาจารย์หมอที่จะตรวจการได้ยินว่าภูผาเป็นหวัด  อาจารย์ก็บอกว่าดีที่บอกนะ  มันตรวจการได้ยินได้อยู่หรอก  แต่ว่าผลที่ได้มันจะคลาดเคลื่อน  อาจารย์ก็ถามว่าภูผาเรียกแล้วหันมั๊ย  ทำตามคำสั่งได้รึยัง เช่น บ๊าย บาย  แม่ก็เลยบอกให้ภูผาบ๊าย บายสิ  ภูผาก็ทำท่าแบมือกำมือ 555+  แม่ก็ลองบอกให้ภูผาทำท่าสวัสดีครับต่อ  อาจารย์เลยบอกว่าถ้าเขาทำตามคำสั่งได้  เรื่องการได้ยินก็ไม่น่าจะต้องเป็นห่วงอะไร  อาจารย์ก็เลยตรวจหูชั้นกลาง  ค่าที่ออกมาบอกได้ว่าภูผามีน้ำที่หูชั้นกลาง  ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับเป็นหวัดด้วยทำให้พวกน้ำมันเข้าไปที่หูได้  เพราะว่ามันเป็นโพรงที่เชื่อมต่อกันหมดระหว่างหูกับจมูก

ตรวจเสร็จก็พาไปพบอาจารย์หมอหูคอจมูก  ซึ่งอาจารย์ก็ดูผลและก็ใช้เครื่องมือส่องเข้าไปที่หู  อาจารย์บอกว่ามีน้ำในหูนะทั้ง 2 ข้าง  สรุปแล้วก็คือภูผาต้องทำการเจาะเพื่อระบายน้ำในหูออกและใส่ท่อ  ซึ่งจะทำพร้อมกันทีเดียวเลยกับตอนที่ผ่าตัดเพดาน  เพราะจะได้ไม่ต้องเจ็บหลายรอบ  ซึ่งก็บอกอาจารย์หมอไปว่าน่าจะเป็นช่วงกันยา  ซึ่งต้องคอนเฟิมกับคุณหมอศัียลกรรมก่อน  แล้วถึงจะมานัดคุณหมอหูคอจมูกอีกทีนึง

ตอนแรกปะป๊ากับแม่ยังคิดว่าภูผาคงไม่ต้องเจาะน้ำในหู  เพราะว่าคราวที่แล้วคุณหมอบอกว่ายังไม่ต้องเพราะว่าค่าไม่สูง  แต่คงเป็นเพราะว่าภูผาเป็นหวัดด้วย 2 ครั้งหลังจากที่ตรวจคราวที่แล้ว  ทำให้มีน้ำในหูเยอะขึ้น

ใกล้จะถึงการผ่าตัดอีกรอบแล้ว ยังไงก็สู้ ๆ นะภูผา !

 

รูปของภูผา

เนื่องจากปะป๊ากับแม่ของน้องภูผาไม่คอยสบายใจเท่าไรนักที่มีคนได้นำรูปของภูผาในบล๊อคนี้ไปใช้เพื่อเผยแพร่ในที่อื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการชมภายในบล๊อคนี้เท่านั้น

เพื่อสิทธิ์ความเป็นส่วนตัวของครอบครัวของเรา  เราจึงขอนำรูปของภูผาบางส่วนในบล๊อคที่เห็นว่าเป็นรูปภาพเรื่องราวส่วนตัวออก  ซึ่งตอนแรกคิดว่าจะเอาออกทั้งหมดเหลือไว้แต่เนื้อหา  แต่คิดไปแล้วควรจะยังเก็บรูปภาพบางส่วนเอาไว้เพื่อเป็นประโยชน์ในการสร้างกำลังใจให้กับพ่อแม่ที่มีลูกเป็นเหมือนภูผาต่อไป  และเพื่อให้เห็นว่าลูก ๆ ของเราสามารถหายได้เป็นปกติเหมือนกับเด็กทั่ว ๆ ไป รวมถึงพัฒนาการที่ไม่ได้ด้อยกว่าเด็กปกติเลย

ซึ่งในโพสต์ต่อ ๆ ไปก็จะขอลงแต่เรื่องราวที่เป็นเฉพาะเนื้อหานะครับ  ว่าในเรื่องราวของการรักษาในขั้นตอนต่อ ๆ ไปเป็นยังไง  ถึงแม้ไม่ค่อยมีภาพ  แต่จะยังคงมุ่งเน้นตามวัตถุประสงค์หลักของบล๊อคนี้ต่อไปครับ

หวังว่าผู้ที่ติดตามอ่านบล๊อคของเราและผู้ที่เข้ามาใหม่คงจะเข้าใจนะครับ

ครอบครัวน้องภูผา

 

หาหมอศัลยกรรมและหูคอจมูก

ได้เวลาที่ภูผาไปหาอาจารย์หมอหูคอจมูกเพื่อไปดูหูว่าภูผามีการได้ยินปกติหรือหูปกติมั๊ย  คราวนี้เป็นการตรวจที่แม่ตื่นเต้น  เพราะว่าก่อนหน้านี้ทุกวันแม่ก็จะชอบถามเสมอว่าภูผาได้ยินใช่ไหม  เพราะว่าแม่เขาเป็นกังวลทั้ง ๆ ที่ภูผาก็หันตามเสียงเรียกตลอดเลย  ถึงเวลานัดคุณแม่ก็พาภูผาไปพบอาจารย์หมอ  อาจารย์หมอก็ซักประวัติว่า  ทำไมถึงมาหา  แม่ก็บอกว่าส่งตัวมาให้ตรวจหู  เพราะว่าภูผาเป็นปากแหว่งเพดานโหว่  อาจารย์หมอใช้ที่ส่องหูแล้วก็บอกว่าคราวนี้น่าจะยังตรวจไม่ได้เพราะว่าขี้หูภูผาแข็งและก็เยอะ  ต้องหยอดยาเพื่อให้ขี้หูนิ่มแล้วก็หลุดออกมา

ช่วงบ่ายก็ได้ไปพบอาจารย์หมอศัลยกรรม  เพื่อติดตามดูภูผาว่าเป็นยังไงบ้าง  คุณหมอบอกว่าแผลที่ปากของภูผาโอเคแล้วหล่ะนะ  ส่วนที่จมูกเดี๋ยวเราค่อยไปตกแต่งเพิ่มเติมตอน 6 ขวบ  คุณหมอก็คุยและถามเรื่องพัฒนาการของภูผาในช่วงนี้ว่าเป็นยังไงบ้าง  ปะป๊ากับแม่ก็บอกว่าได้ตามเกณฑ์เริ่มคลานแล้วหล่ะนะ  คุณหมอบอกว่าเดี๋ยวต่อไปจะยิ่งซนขึ้น  555+ ภูผาของเราซนแน่นอนเลยหล่ะ  คุณหมอได้พูดถึงเรื่องแผลว่า  แผลที่ผ่าตัดริมฝีปาก  มันจะยังเหลือที่อยู่ตรงโคนจมูกอีกนิด  เดี๋ยวมันจะค่อย ๆ นิ่มและจางลงไปหลังจาก 6 เดือน  คุณหมอบอกถึงร่างกายของคนเรา  ว่าหลังจากผ่าตัดมันมีช่วงนึงทีจะรู้สึกว่ามันบวม  ๆ ไม่เห็นเหมือนตอนที่ผ่าตัดใหม่ ๆ  เลยที่จะดูสวยกว่า  แต่พอหลังจาก 6 เดือนมันก็จะเริ่มจางลง  และแผลผ่าตัดที่ทำศัลยกรรมจะดูดีขึ้น  และที่มันแข็ง ๆ มันก็จเริ่มนิ่มลง และรอยจะเริ่มจางลง  มันเป็นสเตปของร่างกาย  ปะป๊ากับแม่ก็เห็นด้วยกับอาจารย์เลย  เพราะว่าช่วงหลังจากเย็บปิดริมฝีปากก็มีช่วงนึงที่ดูเหมือนมันจะไม่ค่อยดีเท่าไร  แต่ช่วงนี้เริ่มโอเคดีขึ้นแล้วหล่ะนะ  พอใจมาก ๆ กลับไปดูรูปตอนที่ภูผาเกิดใหม่ ๆ  แล้วยังไม่เย็บแล้วก็รู้สึกว่ามันต่างกันมากเลย  แค่นี้ภูผาก็ดีกว่าตอนนั้นมาก ๆ แล้ว  ต้องขอบคุณคุณหมอมาก  ๆ เลยนะ

อีก 2 อาทิตย์หลังจากที่แม่หยอดหูให้ภูผาทั้ง 2 ข้าง  ก็ถึงเวลาที่ภูผาจะต้องมาพบคุณหมอหูคอจมูกอีกครั้ง  คราวนี้ปะป๊ามากับยาย 2 คน  เนื่องจากคุณแม่งานเยอะ  แต่ก็ลุ้นภูผามากกว่าใคร ๆ อยู่ที่ทำงาน  คุณหมอดูที่หูแล้วก็บอกว่าเหมือนยาที่หยอดมันไม่ค่อยเข้านะ  ตอนส่องหูคราวนี้ไม่ค่อยร้องเท่าไร  ปะป๊าก็ถามคุณหมอว่าอย่างนี้หูภูผาจะมีปัญหาที่หูชั้นกลางมั๊ย  คุณหมอก็บอกว่าก็ต้องลองดู  คุณหมอก็ส่งตัวให้ไปตรวจการได้ยินแบบ OAE ที่ชั้น 2 แผนกหูคอจมูกแบบปกติ  ซึ่งระหว่างที่พาลงไปชั้นล่าง ภูผาคงตื่นเต้นหรือยังไงไม่รู้เพราะว่าภูผาสะอึก !  เอาแล้ว…สะอึกอย่างนี้จะตรวจการได้ยินได้ยังไง

พอถึงห้องตรวจปะป๊าก็บอกว่าภูผาสะอึกจะตรวจได้มั๊ย  คนตรวจก็บอกว่าไม่ได้นะ  แล้วก็ถ้าจะให้ดีต้องให้ภูผาหลับด้วย  ปะป๊าก็เอาแล้ว  ภูผาจะหลับมั๊ยเนี่ย  ยังไงก็ต้องลองกล่อมดู  ก็มีทีท่าว่าจะหลับนะ  แต่สะอึกเนี่ยสิ  ใช้เวลานานเลยในความรู้สึกช่วงนั้น  แต่ก็ผ่านไปได้  ภูผาหลับและหายสะอึก  ก็เข้าห้องตรวจ  เริ่มจากข้างขวาก่อน  ภูผาตรวจแบบหลับที่พาดบนบ่าปะป๊า  เครื่องมีอตรวจเป็นเหมือนคล้าย ๆ หูฟังแต่เป็นแบบมีรู  ต่อเข้ากับเครื่องตรวจและต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์อีกครั้ง  ระหว่างตรวจปะป๊าก็มองหน้าจอว่าผลเป็นยังไงบ้าง  ทั้ง ๆ ที่ก็อ่านค่าไม่ออกหรอกว่ามันเป็นยังไง  แต่ก็ได้แต่เข้าข้างตัวเองว่าผลมันคงโอเค  ผ่านจากข้างขวาก็ไปต่อข้างซ้าย  คราวนี้ต้องอุ้มไว้ที่อก  ระยะเวลาในการตรวจแต่ละข้างประมาณ 2-3 นาทีต่อครั้ง  ตรวจประมาณ 2 ครั้ง  แต่ของภูผาตรวจมากกว่านั้น  เพราะว่าผลหลังจากตรวจข้างซ้ายเสร็จ  คนตรวจก็หันมาบอกกับปะป๊าว่าผลไม่ผ่านนะ  แล้วก็ได้ลองตรวจใหม่อีกครั้งทั้ง  2 ข้าง  ซึ่งก็ได้ผลเหมือนเดิมว่าไม่ผ่าน  เขาบอกว่าเหมือนคลื่นส่งไปแล้วไม่เข้าไปที่หูชั้นใน  เหมือนกับหูชั้นในไม่ได้ส่งคลื่นกลับมาอีกครั้ง ทำให้เครื่องมันผ่านผลว่าไม่ผ่าน  คราวนี้ปะป๊าก็เริ่มเครียดอีกครั้ง  ทั้ง ๆ ที่ในใจคิดว่าภูผาได้ยินอยู่แล้วหล่ะ  เพราะว่าเราทดสอบโดยการเรียกอยู่ที่บ้านกันทุกวัน  แล้วเขาก็พาภูผาไปตรวจหูชั้นกลางและตรวจพบว่ามันมีน้ำในหูชั้นกลาง  เขาก็บอกว่าโอกาสที่เด็กที่เป็นปากแหว่ง โดยเฉพาะที่มีเพดานโหว่จะมีน้ำในหูชั้นกลาง  เพราะว่าโพรงระหว่างปากกับจมูกกับหูมันเชื่อมกันหมด  แล้วเพดานโหว่  โอกาสที่น้ำจะเข้าไปมีสูง  ก็จะทำให้การได้ยินถ้ามีน้ำอยู่เยอะ  ก็จะไม่ค่อยได้ยิน  ถ้าน้ำแห้งก็จะมาได้ยินดีขึ้น  ปะป๊าก็เลยถามว่าอย่างนี้ว่ายน้ำได้มั๊ย  คนตรวจเขาก็บอกว่ามันมีโอกาสจะเติมน้ำเข้าไป  ถ้าสำลักน้ำตอนที่ว่ายน้ำ  ปะป๊าก็เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้น  อย่าเพิ่งให้ภูผาว่ายน้ำจะดีกว่า

กลับไปที่ห้องคุณหมอพร้อมกับผลทดสอบ  ตอนนั้นป๊าก็เริ่มกังวลใจ  คุณหมออ่านค่าแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรมาก  ก็ยิ่งทำให้ปะป๊ากังวลขึ้น  จนปะป๊าถามว่าอย่างนี้ต้องผ่าตัดไหม  คุณหมอบอกว่าไม่ต้องเพราะว่าค่าที่วัดออกมาน้ำในหูชั้นกลางเหมือนจะไม่เยอะ  ก็ถามว่าภูผาหันตามเสียงรึเปล่า  ปะป๊าก็บอกว่าหันอยู่นะเพราะว่าเคยทดสอบ  (ซึ่งจริง ๆ ทดสอบทุกวันเพราะว่าแม่เขากังวล)  ก็ให้ติดตามดูผลคราวหน้าอีก 2 เดือน  และก็ส่งตัวไปให้กับแผนกแก้ไขการพูดซึ่งนัดเดือนหน้าเลย  คุณหมออธิบายน้อยไปนิดทำให้ความกังวลต่าง ๆ มันยังไม่ค่อยจางหายไป  ก็เลยไม่ค่อยอยากบอกกับแม่เลยว่าผลตรวจของภูผาเป็นยังไง  แต่ยังไงก็ต้องบอก

พอแม่รู้ผลตรวจ  ก็ยิ่งกังวลว่าจะทำยังไง  ลูกไม่ได้ยินจริง ๆ เหรอ  ลูกน่าจะได้ยินนะ  แล้วน้ำในหูชั้นกลางจะทำยังไง  หลากหลายคำถาม  ซึ่งบางคำถามปะป๊าก็ไม่ได้ถามคุณหมอ ณ ตอนที่ตรวจ  เลยต้องหาข้อมูลทางอินเตอร์เนตกันเพิ่มขึ้น  โดยเฉพาะเรื่องหูชั้นกลางอักเสบ และเรื่องการได้ยิน  แต่แม่ก็ยังไม่ค่อยสบายใจ

ดีที่ว่าวันเสาร์นั้นต้องไปหาหมอเพื่อฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เข็มที่ 2 และแม่บอกให้ปะป๊าช่วยดูว่าคุณหมอที่แผนกแก้ไขการพูดเข้ามีพรีเมียมคลินิกหรือคลินิกพิเศษมั๊ย  ซึ่งโชคดีว่าคุณหมอเข้าคลินิกพิเศษวันเสาร์ด้วย  ก็โทรไปเลื่อนนัดคุณหมอ  ซึ่งจริง ๆ ต้องเป็นปลาย ๆ เดือนหน้า  มาเป็นวันเสาร์นั้นเลย

ปะป๊ากับแม่ก็ตกลงกันว่ายังไงถ้าสงสัยหรือเป็นกัววลเรื่องอะไรก็ถามหมอในวันนั้นแล้วกัน

วันเสาร์ก็พาภูผาเพื่อไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เข็มที่ 2 ก็ได้ปรึกษาคุณหมอเรื่องธาตุเหล็กเพราะว่าเมื่อคราวที่ภูผาเป็นไข้แล้วเจาะเลือดตอนนั้นคุณหมอบอกว่าภูผาขาดธาตุเหล็ก  ซึ่งคุณหมอท่านนี้ก็เช็คผลคราวที่แล้ว  ก็สั่งธาตุเหล็กให้กิน  หมอบอกว่าต้องกิน 3 เดือน  เพื่อให้ซึมเข้ากระดูก  เพราะถ้าขาดธาตุเหล็กเม็ดเลือดแดงก็จะเล็ก  แล้วก็จะทำให้ตัวเล็กด้วย  และบอกให้คุณแม่กินธาตุเหล็กเสริมด้วยเพราะว่าตอนนี้ภูผายังกินนมแม่อยู่  ปะป๊าก็ถามเรื่องที่กังวลคือเรื่องการได้ยิน เพราะว่าไปตรวจ OAE แล้วไม่ได้ยิน  และเหมือนมีน้ำที่หูชั้นกลาง  คุณหมอบอกว่าภูผาเป็นปากแหว่งเพดานโหว่  เป็นเรื่องปกติ  ไม่ต้องกังวล  เพราะว่าทางเดินมันเชื่อมกัน  โอกาสวัดแล้วค่ามันออกมาว่าไม่ได้ยินมันสูง  แล้วก็น้ำที่อยู่ในหูก็ไม่ต้องกังวลว่ามันจะอักเสบ  มันคนละอย่างกัน  แต่สัญญาณที่บอกว่าหูอักเสบก็คือเป็นไข้  ซึ่งปกติถ้าเป็นไข้  หมอเด็กจะตรวจที่หูดูอยู่แล้วว่าเป็นหูอักเสบหรือมีหนองรึเปล่า  เพราะว่าเด็กในวัยนี้ยังบอกไม่ได้  ซึ่งถ้าได้เย็บปิดเพดานแล้วก็ต้องไปตรวจใหม่  ว่าผลการได้ยินโอเคมั๊ย  แล้วค่อยว่ากัน  แต่ตอนนี้สบายใจได้  ไม่ต้องไปกังวลใจกับมัน

ช่วงบ่ายปะป๊าก็พาไปหาอาจารย์หมอที่รามาแผนกฝึกพูดต่อ  ได้พบคุณหมอ  คุณหมอก็ซักประวัติและตรวจเอาไฟฉายส่องดูเพดานภูผา  ซึ่งอาจารย์หมอก็ได้อธิบายให้ปะป๊ากับแม่ฟังเยอะเลย  เกี่ยวกับเด็กที่เป็นแบบภูผา  การออกเสียงของภูผา  รวมถึงการได้ยินด้วย  แม่ถามหมอว่าอย่างภูผานี่ได้ยินมั๊ย  หมอบอกว่าได้ยิน  แต่ว่าเสียงที่ภูผาได้ยินอาจจเป็นเสียงก้องนิด ๆ ถ้ามีน้ำอยู่ในหูชั้นกลาง  พยายามอย่าไปเติมน้ำให้เขาเช่น ระวังน้ำเข้าหู  หรือการกินนมให้พยายามยกหัวเขาให้สูง  หลังจากผ่าตัดเพดานแล้วจะดีขึ้น  หมอหูคอจมูกจะนัดตรวจดูเอง 3 เดือน 6 เดือนว่าน้ำมันหายรึยัง ถ้ามีมาก ๆ หรือนานแล้วไม่หายก็อาจจะต้องมีการผ่าตัดเพื่อระบายน้ำออก  ส่วนเรื่องการพูดแล้วก็วิธีการออกเสียงหมอบอกว่าช่วงวัยนี้เขาเริ่มหัดออกเสียงเล่นเสียง  ซึ่งวิธีที่เขาออกเสียงได้สบายที่สุดคือการออกเสียงได้การใช้ลำคอ  ก็จะเป็นเสียงคอเสียมาก  เพราะว่าเขาจะยังไม่คุ้นเคยกับการใช้ริมฝีปาก  เรามีหน้าที่ที่ต้องฝึกเตรียมเอาไว้ให้เขา  พยายามใช้กล้ามเนื้อส่วนหน้าก็คือริมฝีปากและปลายลิ้นให้มากที่สุด  เพื่อใช้ในการออกเสียง  เสียงจะได้ไม่เป็นเสียงแบบขึ้นจมูก  ซึ่งกว่าภูผาจะพูดได้ อาจจะขวบครึ่งหรือสองขวบ  แต่เราต้องฝึกเอาไว้ก่อน  โดยเล่นปากเช่น บรึ๊น ๆ หรือเล่นลิ้นเอาลิ้นมาเลียริมฝีปาก  หรืออะไรที่เป็นการช่วยให้เขาใช้ริมฝีปากมากขึ้น  เพราะว่าตอนช่วง 9 เดือนจะเป็นช่วงที่เด็กจะทำตามและเลียนแบบผู้ใหญ่  อาจารย์หมอนัดอีกที หลังผ่าตัดเพดาน 1 เดือน  ซึ่งในช่วงที่เขาผ่าเพดานและพักฟื้นก็ไม่ต้องไปหัดหรือเล่นกับเขาเพราะว่าเดี๋ยวกระทบกระเทือนแผล  แต่หลังจากนั้น  เราก็จะมาหัดกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง  แต่ยังไงก็พยายามทำให้พัฒนาการของภูผาทางด้านภาษาเหมือนกับเด็กทั่วไปมากที่สุด  เช่น  เกี่ยวกับการออกคำสั่งแล้วทำตามเช่น  สวัสดีครับ  หรือ บาย ๆ คนอื่น  และคุณหมอยังบอกว่าภูผาเป็นเด็กแอคทีฟนะ  แต่ก็ต้องระวังอย่าให้เขาสมาธิสั้น  เวลาเล่นของเล่นก็อย่าวางกองๆ  หลายๆ อย่างไว้ที่พื้น  เพราะว่าเขาสนใจอย่างนี้นิดเดี๋ยวเขาก็ไปดูอย่างอื่น ๆ ต่อ  จะทำให้เขาสมาธิสั้น  อาจจะให้เล่นทีละอย่าง เก็บ แล้วเอาของใหม่มาให้เล่น  หรือให้เขานั่งเฉย ๆ แล้วก็เล่านิทานให้เขาฟังบ้าง  เพื่อฝึกให้เขาสนใจสิ่งหนึ่งนาน ๆ ขึ้น

มาหาหมอวันเสาร์นี้ทำให้คุณแม่สบายใจขึ้นเยอะ  ปะป๊ากับแม่ก็ได้เห็นว่าเราจะต้องทำยังไงกับภูผาต่อไป  ยังไงเราก็จะสู้ไปด้วยกันนะครับภูผา

 

หาหมอฟันหลังผ่าตัด 1 เดือน

วันนี้อาจารย์หมอฟันนัดมาเพื่อถ่ายรูป  หลังจากที่ผ่าตัดแล้วครบ 1 เดือน  แม่ กู๋เป้ และยายพาภูผาไปโรงพยาบาล

คุณหมอถ่ายรูปไป  คุณแม่บอกว่ากับคุณหมอว่าอาจารย์หมอศัลยกรรมบอกว่าจมูกภูผาขึ้นดีและฝากชมอาจารย์หมอฟันมาด้วย  ซึ่งตรงรูจมูกที่ไม่เท่ากันนั้นต้องตกแต่งจมูกอีกทีตอนอายุ 6 ขวบ

คุณหมอฟันสอนวิธีการทำความสะอาดภายในช่องปาก  คุณหมอบอกว่าต้องทำความสะอาดบริเวณช่องระหว่างริมฝีปากกับเหงือกด้วย  นัดมาอีกที 4 เดือนหลังจากนี้ตอนฟันซี่แรกขึ้นเพื่อมาเคลือบฟลูออไรด์  ซึ่งแม่เปลี่ยนไปนัดกับคุณหมอที่แผนกทันตกรรมพรีเมียมช่วง 1 ทุ่ม  เพราะว่าถ้านัดเป็นช่วงเช้าที่คลินิกธรรมดาจะไม่มีคนพาภูผามาหาหมอ

อาจารย์หมอบอกกับคุณแม่ว่าบล๊อกของภูผาหน่ะมีที่เขียนผิดนะตอนที่ทำเพดานเทียม  ซึ่งคนไข้บอกกับหมอว่าเขามาอ่านในบล๊อกของภูผาแล้วเราเขียนกันว่าตอนทำเพดานเทียมต้องดมยาสลบซึ่งน่าจะเป็นความเข้าใจผิดของปะป๊ากับแม่  เลยทำให้คนไข้เขากลัวเรื่องดมยาสลบ  ซึ่งจริง ๆ นั้นแล้วคุณหมอก็อธิบายให้แม่ฟังใหม่ว่าไม่ใช่ว่าต้องดมยาสลบ  แค่ตอนทำนั้นจะมีหมอดมยาอยู่ด้วยและมีเครื่องมือที่พร้อม เช่น พวกเครื่องตรวจระดับปริมาณออกซิเจน  เพื่อป้องกันเอาไว้เผื่อเด็กร้องไห้มากเพราะว่าในเด็กทารกระบบการหายใจอะไรก็ยังไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไร  จะได้มีเครื่องมือและคุณหมอที่คอยช่วยเหลือได้

(แก้ไขแล้วในหัวข้อ “หาหมอศัยลกรรมและหมอฟันครั้งแรก”  ขอบคุณอาจารย์หมอนันทนาที่เข้ามาอ่านในบล๊อกและช่วยแนะนำเราให้แก้ไขบทความให้ถูกต้องนะครับ)

แต่คุณหมอก็ชมนะว่าเขียนบล๊อกดีนะ  เหมือนเป็นกำลังใจให้กับคนอื่น ๆ ด้วย  วัตถุประสงค์ของปะป๊ากับแม่ก็อยากเป็นกำลังให้กับครอบครัวอื่นที่เป็นเหมือนกันกับภูผานี่แหละ  ช่วงแรก ๆ ปะป๊ากับแม่ก็หาข้อมูลในอินเตอร์เนตเหมือนกัน  อยากรู้ว่าต้องทำยังไงบ้าง  อยากฟังประสบการณ์จริง ๆ ของครอบครัวอื่น ๆ  อยากรู้ว่าปลายทางของมันจะเป็นยังไง  ซึ่งหาได้ค่อนข้างน้อย  จึงอยากจะแชร์ข้อมูลที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ให้กับครอบครัวอื่นๆ บ้าง  เพื่อเป็นแนวทาง  เป็นกำลังใจให้กัน  ถ้าครอบครัวอื่น ๆ มีประสบการณ์อะไรอยากจะแชร์ทางหน้าเวปเขียนลงในช่องใส่ความเห็นของแต่ละเรื่องได้เลยนะครับ หรือว่าถ้าเห็นว่าข้อมูลตรงไหนผิด  แจ้งมาได้เลยครับ  ยินดีรับฟังและปรับแก้ไขครับ

 

ป้ายกำกับ: ,