RSS

Monthly Archives: ตุลาคม 2013

ผ่าตัดเพดาน

ผ่านไปแล้วกับการผ่าตัดเพื่อปิดเพดานของภูผา ถือเป็นการผ่าตัดครั้งที่ 2 และผ่าตัดเยอะกว่าครั้งแรก  ใช้เวลามากกว่า  และก่อนผ่าตัดก็คาดการณ์ว่าครั้งนี้จะเจ็บกว่าครั้งที่แล้ว  และเป็นสิ่งที่ปะป๊ากับแม่ต้องเตรียมตัวและเตรียมความพร้อมมากกว่าครั้งที่ผ่าเย็บริมฝีปาก และครั้งนี้มีการผ่าตัดเพื่อเจาะระบายน้ำในหูชั้นกลางด้วย ก่อนผ่าตัดปะป๊ากับแม่ก็ภาวนาว่าขออย่าให้ภูผาเป็นหวัดเลย  เพราะว่าเลื่อนนัดหมอจากกำหนดเดิม 17 ก.ย. มาเป็นวันที่ 24 ก.ย. เนื่องจากแม่ติดภาระกิจที่บริษัท และช่วงนี้ฝนตกบ่อยเป็นช่วงที่กำลังเป็นหวัดเป็นไข้กันเลย  แต่ปรากฎว่าประมาณ 3 อาทิตย์ก่อนการผ่าตัดภูผามีอาการไอ แต่ไม่ได้เป็นไข้ มีน้ำมูกนิดหน่อย  เลยพาไปหาคุณหมอเด็กที่รามาในวันเสาร์เพื่อให้คุณหมอเช็คว่าจะมีผลกับตอนผ่าตัดที่ใกล้จะถึงนี้มั๊ย  คุณหมอบอกว่าน่าจะเป็นติดเชื้อไวรัส และอาการนั้นเป็นไม่มาก  ไม่น่าจะมีผลกับการผ่าตัด  ให้ลองสังเกตอาการดูต่อไปว่าจะเป็นเยอะขึ้นมั๊ย  ซึ่งปะป๊ากับแม่ก็เฝ้าดูอาการ  ซึ่งก่อนหน้าที่จะผ่าตัดนั้นภูผาก็ไม่ได้เป็นอะไรแล้ว  ไม่ไอและมีน้ำมูก  และไม่มีไข้  ซึ่งปะป๊ากับแม่เพิ่งจะเข้าใจแจ่มแจ้งกันตอนที่ผ่าตัดภูผาเสร็จแล้วว่าทำไมหมอถึงห้ามไม่ให้เป็นหวัด มีไข้ มีน้ำมูก ตอนช่วงผ่าตัด  เดี๋ยวปะป๊ากับแม่จะเล่าให้ฟังต่อไป

ปะป๊ากับแม่พาภูผาเข้านอนโรงพยาบาลหนึ่งคืนก่อนการผ่าตัด  ภูผาก็คลานและเดินเล่นเตาะแตะตามประสาภูผา  ร่าเริง  ก็เดินเข้าออกห้องพักดูโน่น ดูนี่  โดยน่าจะไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะถึงวันผ่าตัดและคงจะอารมณ์คนละอย่างกับวันนี้  แม่เปลี่ยนชุดของภูผาเป็นชุดโรงพยาบาล  ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งแรกตอนภูผาอายุ 3 เดือนที่เป็นเสื้อผูกด้านหลังเหมือนเด็กทารก  แต่ว่าคราวนี้เป็นเสื้อที่มีแขนและผูกเชือกด้านข้าง  ซึ่งค่อนข้างผูกยากอยู่เหมือนกัน  และใส่เป็นกางเกงแบบรูดไม่มียางยืด  คุณพยาบาลมาชั่งน้ำหนักภูผา  ปรากฏว่าน้ำหนัก 8 กิโลกรัมกว่านิด ๆ ไม่ถึงขีด !!! เกือบไม่ผ่านเกณฑ์คุณหมอแล้วไหมหล่ะภูผา  ก็เราเล่นมาเบื่ออาหารตอนก่อนจะผ่าตัดเนี่ย  ไม่ค่อยจะกิน

คุณพยาบาลวัดไข้ให้กับภูผาเป็นระยะ  ซึ่งภูผาไม่มีไข้อะไร แข็งแรงดี  คราวนี้ภูผาได้ห้องแรกสุดอยู่หน้าเคาน์เตอร์พยาบาลเลย  พยาบาลถามปะป๊าว่าจะรับข้าวของโรงพยาบาลมั๊ยตอนเย็น  ปะป๊าเลยไปถามยาย  ยายบอกว่าให้เอา  ซึ่งก็ดีแล้วหล่ะที่ให้ภูผากินข้าวโรงพยาบาล  เป็นโจ๊กหมู  เพราะว่าภูผากินได้เยอะมาก สงสัยอาหารโรงพยาบาลจะอร่อยถูกปากภูผาจริง ๆ ปะป๊ากับแม่ยังว่ามันอร่อยเลย  แสดงว่าที่ภูผาเบื่ออาหารน่ะเป็นเพราะว่าภูผาน่าจะเบื่อรสชาติมากกว่า

คืนนั้นภูผาก็นอนบนเตียงกับแม่  และตั้งปลุกตอนตี่ 4 เพราะว่าต้องงดนมและอาหารตอนตี 5 ตอนประมาณก่อนตี 4 ภูผากินนมไปประมาณ 2 ออนซ์  และหลังจากนั้นประมาณตี 4 ครึ่งอีก 2 ออนซ์  แม่พยายามให้ภูผากินนมเป็นแบบแก้วหัดดื่ม  และกินจากแก้วเลย  เพราะว่าหลังจากนี้ภูผาจะไม่ได้กินนมจากจุกนมอีกแล้ว  ซึ่งภูผาก็ไม่ค่อยจะกินนมก็ห่วงเล่นอย่างเดียวเลย  กลัวภูผาจะหิวก่อน 9  โมงจังเลยเนี่ย

ประมาณ 8 โมงกว่า  ก็มีพยาบาลจากห้องผ่าตัดมารับไปห้องผ่าตัด  แม่นั่งรถเข็นและอุ้มภูผาไปห้องผ่าตัดซึ่งอยู่ชั้น 5  แม่ก็เข้าไปเปลี่ยนชุดและพาภูผาเข้าไปในห้องผ่าตัด ระหว่างที่รอคุณหมอภูผาก็หลับไปครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้  พอภูผาตื่นก็เกือบ 9 โมงได้   คุณหมอก็เรียกเข้าไปในห้องผ่าตัดเพื่อจะให้ภูผาดมยาสลบโดยให้ภูผานอนบนเตียง  แล้วพยาบาลก็จับภูผาเพื่อเตรียมวางยา และเอาที่ครอบจมูกมาใส่  ภูผาก็มองหน้าแม่และร้องไห้เหมือนจะไม่ยอม  จากนั้นภูผาก็เหมือนกำลังจะเคลิ้ม ๆ แล้ว  คุณหมอก็ให้แม่ออกมาก่อน

ภูผาออกจากห้องผ่าตัดประมาณเที่ยงกว่า แต่ป๊ากับแม่มารอหน้าห้องผ่าตัดกันตั้งแต่ สิบโมงกว่า  พยาบาลเรียกให้แม่ไปเปลี่ยนชุดเพื่อที่จะไปรับภูผา  แม่ก็เอานมที่ชงเข้าไปด้วยเพราะว่าคราวที่แล้วต้องรีบมาเอานมให้ภูผาเพราะเหมือนกับภูผาจะหิวนม  ส่วนยายตามหลังมาตอนที่แม่เข้าไปแล้ว

แม่เข้าไปในห้องผ่าตัดเจอพยาบาล  ภูผาก็นอนอยู่บนเตียง  พยาบาลบอกว่านมที่เอามากินไม่ได้หรอกเดี๋ยวอ๊วก  พยาบาลบอกว่าก่อนหน้านี้ภูผาตื่นมาแล้วร้องไห้มาก  ก็เลยฉีดยาแก้ปวดให้  แม่ก็เลยไปเดินดูภูผาที่เตียง  ตอนนั้นภูผานอนหลับอยู่แล้วมีต่อท่อออกซิเจนที่นำมาวางไว้ข้างจมูก  แม่ก็เลยเข้าไปเรียกภูผาว่า “ภูผาครับ คุณแม่มาแล้วนะครับ  คุณแม่ยืนอยู่ข้าง ๆ ภูผานะ”  ลูบหัวและหอมภูผา  ภูผาก็เขยิบหัวในขณะที่หลับตาอยู่  แล้วแม่ก็พูดเหมือนเดิมแล้วก็ลูบหัว  แม่เห็นน้ำตาภูผาไหลออกมา แม่เลยร้องไห้ออกมา  แต่ว่าก็ต้องกลั้นเอาไว้ไม่ให้ออกมามาก  แม่คิดว่าภูผายังเข้มแข็งเลย  เราก็ต้องเข้มแข็งเหมือนกัน  แม่นั่งมองภูผาและจับมืออยู่ข้างๆตรงนั้น

สักพักคุณหมอก็มา  หมอบอกว่าหมอทำให้เรียบร้อยเลย  มีกล้ามเนื้อตรงด้านหน้าที่เหมือนจะดึงรั้ง  คุณหมอก็จัดการให้เรียบร้อยแล้วนะ  ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นกล้ามเนื้อตรงช่วงด้านในริมฝีปากบน  แม่ถามคุณหมอว่าจะเจ็บกี่วัน  คุณหมอบอกว่าประมาณ 3 วัน  ห้ามกินนมจากขวด  และใส่เฝือกที่แขนให้ใส่ประมาณ 5-7 วัน  และคุณหมอถามว่าภูผาเอามือเข้าไปมั๊ยโดยปกติ  แม่เลยบอกว่าปกติไม่อมนิ้วหรือเอามือเข้าปากอยู่แล้ว คุณหมอก็บอกว่าถ้าอย่างนั้น 5 วันก็น่าจะได้  ห้ามกินนมจากขวดนม ให้ใช้ไซริงค์แทน  หรือกินนมจากแก้วได้  แต่หลังจาก 7 วันอาจจะเลิกขวดนมไปเลย  หรือว่ากลับมากินใหม่ก็ได้  ซึ่งคุณหมอบอกว่าอาจจะมีน้ำมูกหรือน้ำลายเป็นเลือดออกมาบ้างนะ

หลังจากนั้นพอสักพัก  ภูผาก็ลืมตาขึ้นมามองหน้าแม่แล้วเหมือนจะอ๊วก  แม่เลยเรียกพยาบาล บอกว่าภูผาเหมือนจะอ๊วก พยาบาลก็ยกภูผาขึ้น  ตอนนั้นภูผาอ๊วกออกมาเป็นเลือด  พยาบาลบอกว่ามันเป็นเลือดที่ค้างอยู่ตอนผ่าตัด  แม่ก็ไม่ได้ตกใจอะไรมาก เพราะว่าคุณหมอได้บอกไว้ก่อนบ้างแล้ว  พยาบาลก็เหมือนเอาที่ช่วยดูดมาดูดออกให้  แล้วก็เตรียมย้ายภูผาไปห้องพักฟื้น  แม่นึกว่าจะได้นั่งเก้าอี้เหมือนคราวที่แล้ว  แต่ว่าคราวนี้เข็นเป็นเตียงเลย  แม่ก็เลยออกมาเปลี่ยนเสื้อผ้า

สักครึ่งชั่วโมงผ่านไป  ปะป๊าเริ่มได้ยินเสียงร้องไห้แล้ว  ปะป๊ากับยายคิดว่าต้องเป็นภูผาแน่ ๆ เลย  แล้วภูผาก็โดนเข็นออกจากห้องผ่าตัด  แม่ออกมาเปลี่ยนชุดแล้วก็วิ่งตามเข้าไปใหม่เพื่อจะออกไปประตูอีกด้านหนึ่งเพื่อขึ้นลิฟต์ไปด้านบน  ปะป๊ากับยายรีบเดินไปตรงลิฟต์นั้น ภูผานอนอยู่บนที่นอนรถเข็นของผู้ใหญ่  ตัวภูผาเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับเตียงนั้น  ปะป๊าเห็นภูผาร้องไห้แล้วปะป๊าก็จะร้องไห้ตาม  แต่ก็กลั้นไว้เพราะว่าคนเยอะ  ภูผาร้องไห้ใหญ่เลย  สงสัยคงจะเจ็บ  พอปะป๊าหรือแม่เรียกก็จะลืมตามาดูแล้วก็จะร้องใหม่  หน้าตาภูผาก็เหมือนจะบวม ๆ นิด ๆ  และมีสายน้ำเกลือเจาะเข้าทางขา พอถึงห้องภูผาแหวะเลือดออกมาอีกครั้ง  หลังจากที่หลังจากที่ฟื้นจากที่ห้องผ่าตัดแหวะออกมารอบนึง  เพราะว่ามีเลือดที่ค้างอยู่ตอนช่วงที่หมอผ่าตัด  ซึ่งเป็นเรื่องปกติ  หมอบอกว่าช่วงแรกก็จะมีน้ำมูกหรือน้ำลายที่เป็นเหมือนมีเลือดปนออกมา

photo (10)

ภูผาร้องให้แม่อุ้มอย่างเดียวเลย  คนอื่นจะอุ้มก็จะร้องไห้หาแม่ให้แม่อุ้ม  วันนั้นทั้งวันก็ต้องอยู่กับแม่และยังคงสลึมสลือเพราะฤทธิ์ของยาแม่ก็ต้องอุ้มเอาไว้และนอนบนตัวแม่ตลอดเลย  เพราะว่าปล่อยลงนอนที่เตียงไม่ได้เลย  ภูผาก็จะร้องให้แม่อุ้ม  พยาบาลบอกว่าฉีดยาแก้ปวดไปตอนที่ตอนพักฟื้นจากห้องผ่าตัด  ซึ่งถ้าปวดอีกก็อาจจะต้องให้ยาแก้ปวด  แต่หลังจากนั้นภูผาก็ไม่ได้ร้องไห้เหมือนกับตอนที่ผ่าตัดเย็บริมฝีปากที่ต้องโอ๋และกอดเอาไว้แน่น ๆ  คราวนี้ภูผาจะร้องออกแนวโยเยเสียมากกว่า  ซึ่งก็ไม่ได้คิดว่าภูผาจะปวดอะไรมาก  แต่สังเกตที่ปากภูผา  เหมือนลิ้นจะกระดกนิด ๆ และดูลิ้นแข็ง ๆ

ภูผานอนไปได้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง  ตื่นขึ้นมาตอนเย็น  งอแงบ้างแต่ว่าไม่มาก  และปากเหมือนจะดีขึ้น  เหมือนว่าปากจะเริ่มหายชาและลิ้นก็ขยับได้บ้างแล้ว และอารมณ์ก็เริ่มดีขึ้นมียิ้มมุมปากเล็ก ๆ ได้

เรื่องกินนมภูผาไม่ยอมกินนมเลย  ไม่ว่าจะใช้ไซริงค์ที่มีสายยางต่อหรือว่าจะใช้ขวดนมพิเศษเหมือนกับตอนที่ผ่าตัดครั้งแรก  หรือกระทั่งให้กินจากแก้ว  ก็ปฏิเสธหมด  ไม่ยอมกิน  ไม่เหมือนกับครั้งแรกที่ยังพอบังคับให้กินได้บ้าง  เพราะว่าตอนนั้นภูผาตัวยังเล็ก  ไม่ดิ้นมาก  และก็ยังกินนมอย่างเดียวเป็นอาหารหลัก  และอดทนไม่กินนมไม่ได้เหมือนกับตอนนี้  ก็ไม่เป็นไรเพราะว่ามีน้ำเกลืออยู่ค่อยให้กินนมพรุ่งนี้ก็แล้วกัน

ช่วงกลางคืน  ภูผานอนแบบกระสับกระส่าย  เพราะด้วยน้ำมูกที่รู้สึกว่ามันจะเยอะมากเลย  ทำให้เวลาภูผานอนก็จะนอนหลับได้ไม่ค่อยสนิท  เหมือนกรนมีเสียงดัง  มีสะดุ้ง  แล้วก็พลิกตัวไปมา  ปะป๊ากับแม่เลยถึงได้เข้าใจว่าทำไมถึงถ้าเป็นหวัดแล้วถึงไม่ควรให้ผ่าตัด  เพราะว่าขนาดภูผาไม่เป็นหวัดยังขนาดนี้  แล้วถ้าภูผาเป็นหวัดมันคงแย่กว่านี้มาก

ตอนหัวค่ำภูผาไข้ขึ้น  แม่ลองให้ป๊าจับดูว่าภูผาตัวร้อนมั๊ย  ป๊าก็ไม่ได้คิดอะไร  คิดว่าสงสัยแม่จะอุ้มภูผามากทำให้รู้สึกว่าตัวภูผาร้อนและร้องโยเย  สักพักแม่ให้พยาบาลมาวัดไข้ตอนประมาณ 2 ทุ่ม  ก็ปรากฎว่าภูผาตัวร้อน  ประมาณ 38 กว่าเกือบ 39  ภูผาเลยต้องกินยาลดไข้   พอกินยาลดไข้ ภูผาก็สงบลงบ้าง  คงเป็นเพราะยาพาราเป็นทั้งยาลดไข้และแก้ปวด  จึงทำให้ภูผารู้สึกสบายขึ้นและไข้ลดลง  แต่ก็ไม่ได้หลับเหมือนปกติ  ยังพลิกไปมาเพราะว่าน้ำมูกที่เยอะมาก  จนแม่รู้สึกถึงแรงที่มันสั่นสะเทือนเวลาจับหลังภูผาตามจังหวะการหายใจ  แม่เรียกป๊ามาจับป๊าก็รู้สึกได้เหมือนกัน  จึงเรียกให้พยาบาลเข้าช่วยดู  พยาบาลเลยเอาเครื่องวัดปริมาณออกซิเจนมาหนีบที่ขา  เพื่อดูปริมาณออกซิเจนอยู่ในระดับปกติรึเปล่า  คงกลัวว่าจะได้ออกซิเจนไม่พอ  เพราะว่าหายใจไม่สะดวก  แต่ว่าภูผาก็มีค่าที่ปกติ  ถ้าจำไม่ผิดตัวเลขต้องสูงกว่า 95  หน่วยอะไรก็ไม่รู้สิ  แต่ว่าพยาบาลฟังเสียงที่ปอดซึ่งก็ไม่เป็นอะไรปกติดี

พอตอนช่วงประมาณตี 2  ภูผาก็ยังไข้ขึ้นอีก  เลยต้องให้กินพาราอีกรอบ  การกินยาของภูผาก็ต้องบังคับให้กิน  ใส่ไซริงค์แล้วก็กรอกเข้าปาก  เพราะว่าภูผาไม่ยอมกินดี ๆ เลยหน่ะ  ภูผายังหายใจเหมือนจะลำบากเหมือนเดิม  ถึงแม้พยาบาลจะติดตามค่าออกซิเจนอยู่  แต่ว่าพยาบาลก็ถามแม่ว่าอยากให้พยาบาลช่วยดูดน้ำมูกให้เอามั๊ย  แม่ก็เลยให้พยาบาลดูดให้  พยาบาลเอาเครื่องดูดเสียบปลั๊กมีสายยาว ๆ  และมีพยาบาลมาช่วยกันจับภูผา  ภูผาร้องเอามากเลย  ภูผาดูท่าทางกลัวเอามาก ๆ  พยาบาลใช้สายดูด และมีน้ำเกลือช่วย  เพื่อดูดน้ำมูกออกมาทั้ง 2 ข้าง  ใช้เวลาไม่นาน   หลังจากนั้น…ภูผาของเราก็กลัวพยาบาลขึ้นมาเลย  ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยกลัวเลยนะ  พอโดนแบบนี้เข้าไปเลยกลัวมาก  พยาบาลจะมาวัดไข้หรือวัดความดันก็จะร้อง  และไม่ค่อยยอมให้พยาบาลมาแตะตัวเลย  ฮา

แต่หลังจากที่ดูดเอาน้ำมูกออกไป  ภูผาก็นอนหลับสบายขึ้นเยอะ  ได้จนถึงประมาณตี 5 ก็เป็นช่วงที่ภูผาตื่นพอดี  และเหมือนจะดีขึ้นมากแล้ว  แต่ว่าจะให้กินนมก็ยังไม่ยอมกินนะ  ให้นั่งรถเข็นที่เตรียมมาจากบ้าน แล้วก็ชี้จะออกนอกห้อง  ปะป๊ากับแม่ก็พอเดินไปดูข้างนอก  ดูวิวตรงกระจกบ้าง  ดูรูปบ้าง  เดินพาไปดูแถวห้องพักเด็กแรกเกิดบ้าง  แล้วก็กลับมาดูโปสเตอร์ตรงหน้าห้องข้างเคาน์เตอร์พยาบาลบ้าง  ดูหนังสือนิทานตรงนั้น  และก็เล่นลูกบอล   ทำวนกันอยู่อย่างนี้ตอนช่วงที่พักอยู่ที่โรงพยาบาล  เพราะว่าภูผาไม่ค่อยชอบอยู่ในห้อง  และร้องจะออกข้างนอกตลอดเลย  แต่ว่ามันก็คงทำให้ภูผาไม่เครียดและอารมณ์ดีขึ้น  และภูผาก็เริ่มยิ้มและหัวเราะได้แล้ว

ตอนเช้าคุณหมอก็เข้ามาดูภูผาแล้วก็ดูผลด้านใน  หมอบอกว่าหมอเย็บแผลเอาไว้เยอะเลยและก็แม่ดูด้านใน  บอกว่ามันเป็นปมที่หมอเย็บให้  หมอเย็บให้อย่างดี  แต่ว่าถ้าเกิดว่าแผลมันแยกก็ไม่จำเป็นต้องผ่าใหม่  เดี๋ยวมันก็จะสมานกันเอง  เพราะว่าเด็กอาจจะเอาลิ้นไปดุนตรงปมหรือตรงแผลได้  หมอบอกว่าเคสของภูผาผ่าไม่ยาก  และครั้งนี้เหมือนเป็นการผ่าใหญ่กว่าครั้งแรกนะ  แต่ดูภูผาเหมือนตัวใหญ่ขึ้นกว่าครั้งที่แล้ว  หมอถามว่าภูผาหนักเท่าไร  เลยบอกว่า 8 กิโลกรัม  แม่กับป๊าก็เลยคิดว่าหรือเป็นเพราะว่าภูผาหัวใหญ่ (ฮา) เลยทำให้ผ่าง่ายขึ้น  และปะป๊าถามหมอเรื่องลิ้นเหมือนว่าลิ้นภูผาจะแข็ง ๆ ที่สังเกตได้เมื่อวาน  คุณหมอเลยบอกว่าเป็นปกติเพราะว่าตอนผ่าตัดคุณหมอมีใช้อุปกรณ์เพื่อให้อ้าปาก  และมีการกดลิ้นลงมาระหว่างที่ผ่าตัด 3 ชั่วโมง  ซึ่งมันก็น่าจะทำให้ภูผาเจ็บลิ้นมากกว่าเจ็บแผลอีกด้วย  ปะป๊ากับแม่ก็เลยเข้าใจละ

วันนั้นทั้งวันภูผายังกินนมไม่ค่อยได้  เริ่มกินได้บ้างก็ตอนเย็นแล้ว  ก็ภาวนาให้ภูผากินนมได้เยอะ ๆ เพราะว่าจะได้ถอดสายน้ำเกลือสักที  เวลาภูผาจะไปไหนก็ต้องหอบหิ้วทั้งแท่นน้ำเกลือและรถเข็นภูผา  จะคลาน  หรือจะเดินก็ทำไมได้  ตอนกลางคืนก็พยายามให้กินนมอีกโดยมีพยาบาลคอยจดบันทึกว่ากินนมไปได้เท่าไรแล้ว  ต้องหลอกล่อภูผาให้กินนมกันสุด  ๆ

หัวค่ำตอนนอนภูผาเริ่มเป็นไข้ต่ำอีกแล้ว  เหมือนเมื่อวาน  กินยาพาราน้ำของเด็กแล้วก็หาย  เสร็จแล้วก็เป็นอีกทีตอนตี 2 เหมือนกับเมื่อวานเปี๊ยบ  แต่ว่าคราวนี้ภูผานอนบนเตียงได้แล้ว  ไม่ต้องนอนบนตัวแม่เหมือนเมื่อวาน  อาการกรนและเสียงหายใจครืดคราดเริ่มลดลงกว่าเมื่อวานแต่ก็ยังถือว่ายังเยอะอยู่

เช้าก็ตื่นประมาณตี 5  วันนี้เป็นวันที่เป็นกำหนดที่ภูผาจะต้องออกจากโรงพยาบาล  แต่ป๊ากับแม่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะออกจากโรงพยาบาลตามกำหนดได้มั๊ย  เพราะว่ายังให้น้ำเกลืออยู่  เพราะว่าถ้าเป็นครั้งที่แล้วถอดสายน้ำเกลือตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นแล้ว  แต่ว่าคราวนี้ยังไม่ถอดเพราะว่ากินนมได้ไม่เยอะ  แต่ว่าตอนเช้าวันนี้ภูผาก็เริ่มกลับมากินนมได้เยอะเลย  อารมณ์ดี คึกคักเหมือนกับภูผาปกติ  ค่อนข้างปกติแล้วหล่ะนะ  และหัวหน้าพยาบาลก็เดินมาทักว่า  วันนี้น่าจะได้กลับบ้านแล้ว  ในใจปะป๊าดีใจสุด ๆ ได้กลับบ้านแล้ว เย้ ๆ ๆ  หมอมาดูภูผาและบอกว่าโอเค  กลับบ้านได้แล้ว  และยังให้ใส่เฝือกจนกว่าจะถึงวันนัดมาดูแผลวันพุธ  เลยถามเรื่องกินข้าว  หมอบอกว่ากินได้แต่ว่าต้องเป็นแบบเหลว ๆ เลย  คล้าย ๆ กับซีรีแลค  แบบนั้นถึงจะกินได้

สักพักก่อนเที่ยงพยาบาลก็มาถอดสายน้ำเกลือให้  และแม่ก็ไปจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายกับการเงินและรอรับยากลับบ้าน  และที่คุณหมอบอกว่าเอากล้ามเนื้อที่รั้ง ๆ ออกให้ด้วย  ปะป๊าก็ว่ามันดูดีขึ้นนะ  เมื่อมองตรงริมฝีปากตรงเนื้อด้านบนระหว่างจมูกกับริมฝีปาก  ดูสวยขึ้น  ตรงขึ้น

สรุปว่าคราวนี้นั้นภูผานั้นต่างจากคราวที่แล้ว  ไม่ร้องไห้มากเท่ากับคราวที่แล้วแต่ว่าร้องโยเยและไม่สบายตัวเพราะว่าเป็นไข้และมีน้ำมูกมากเวลานอน  ปะป๊าก็เลยคิดไปเองว่าภูผาคงสามารถที่จะทนความเจ็บปวดได้ในระดับหนึ่งไม่เหมือนกับตอนนั้นที่อายุ 3-4 เดือน  ส่วนเรื่องใส่เฝือกก็ไม่ได้ซีเรียสเหมือนกับคราวที่แล้วที่เป็นช่วงเอามือเข้าปากพอดีเพราะว่าภูผาไม่ติดอมนิ้มหรือเอามือเข้าปาก  กินนมได้ตอนช่วงหลัง ๆ แล้วและบังคับให้กินยาก  แต่ว่าก็ดูฟื้นตัวเร็วกว่าครั้งแรก

ตอนช่วงที่อยู่บ้านก็กินอาหารเหลวของเด็ก  ซึ่งภูผากินแล้วไม่ออกจมูกเหมือนกับแต่ก่อนแล้วนะ  ดีใจังเลย  และกินได้เยอะเลยหล่ะ  มื้อละประมาณ 2 ถ้วยของที่เคยกินเลย  และก็กินนมจากแก้วเหมือนของผู้ใหญ่  ใส่ฝาให้กินเหมือนตอนที่ยายเคยให้กินน้ำก่อนผ่าตัด  และก็กินจากขวดนมแบบที่ถอดฝาและจุกนมออก  ค่อย ๆ ให้ภูผากิน  ภูผาก็ได้ดีและเยอะเลย  ดีที่ว่าคุณหมอบอกให้หัดกินจากแก้วได้แล้ว  ซึ่งก่อนหน้าผ่าตัดภูผาก็ยังกินแก้วสลับกับกินจากขวดนมและมีจุกอยู่  แต่ว่าถ้าเลิกกินจากขวดก่อนหน้าผ่าตัดได้ก็จะดี  เพราะว่าหลังผ่าตัดยังไงก็ให้เลิกกินจากขวดนมอยู่แล้ว  และถึงตอนนี้ภูผาก็ไม่เคยกินนมจากจุกอีกเลย  ให้เลยกินแบบนั้นไปเลย

ตอนไปตรวจดูแผลกับคุณหมอตามนัด  คุณหมอก็บอกว่าแผลโอเคดีนะ  ไม่รั่วอะไร  ส่วนไหมเป็นไหมละลาย  มันจะค่อย ๆ ละลายจากข้างในมาจากข้างนอก  ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน  และห้ามกินของแข็งเช่น มะม่วง ฝรั่ง  แต่ว่ากินข้าวและของอ่อน ๆ ได้แล้ว  ส่วนอาการที่เวลานอนตอนกลางคืนหายใจเสียงดังเหมือนมีน้ำมูกหรือคล้าย ๆ เสียงกรนก็เริ่มหายไปแล้ว

สุดท้าย  ขอบพระคุณอาจารย์หมอเฉลิมพงษ์ ฉัตรดอกไม้ไพร มาก ๆ เลยนะครับ  สำหรับการผ่าตัดตกแต่งศัลยกรรมให้กับภูผาเป็นอย่างดีเลยตั้งแต่ครั้งแรกรวมถึงครั้งนี้ด้วย  จำได้ว่าจากตอนแรกเกิดที่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีที่ภูผาเป็นแบบนั้น  กับตอนนี้ที่ภูผาดูมีความสุข ร่าเริงและใช้ชีวิตได้เหมือนกับเด็ก ๆ ทั่วไป  ขอบพระคุณมาก ๆ อีกครั้งนะครับ

ครอบครัวน้องภูผา

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , ,