RSS

คลังเก็บป้ายกำกับ: เพดานเทียม

เรื่องของ NAM

แม่อยากจะแชร์เรื่องของ NAM กันบ้าง  ถึงวิธีการใส่และวิธีการดูแล

NAM ย่อมาจาก Nasoalveolar Molding หรือเพดานเทียม  ที่ภูผาใส่จะมี 2 แบบ

แบบแรกใส่ตั้งแต่ภูผาเกิดได้ 1 วัน  เป็นเพดานเทียมแบบบาง  วัตถุประสงค์ของการใส่เพดานเทียมแบบนี้ก็เพื่อให้ภูผาสามารถกินนมได้จากขวด  หรือบางทีก็สามารถกินนมจากเต้าของแม่ได้  ตอนพาภูผาไปทำ  ภูผาไม่ร้องเลย  คุณหมอก็ใส่ยางคล้าย ๆ ดินน้ำมัน  เพื่อพิมพ์มาทำเป็นบล๊อกเอาไว้ก่อน  แล้วค่อยมาทำแผ่นเพดานเทียม

เพดานเทียมแบบนี้จะมีเชือกเอาไว้ดึง  เพื่อถอดออกมาล้าง  แม่จะใส่ให้ภูผาเฉพาะตอนที่ภูผากินนม  หลังจากนั้นแม่ก็จะถอดออก  ล้างทำความสะอาด  แล้วก็ใส่เอาไว้ในตลับใส่ฟันปลอมที่ใ่ส่น้ำเอาไว้  แบบนี้ใ่ส่ไม่ยาก  แล้วภูผาก็ไม่เจ็บ  ช่วงแรก ๆ ภูผากินนมจากขวดได้ดีเลย

แบบที่ 2 หลังจากไปหาหมอที่รามา  แล้วคุณหมอฟันแนะนำให้ใส่เพดานเทียมแบบที่มีที่ดันจมูก  คุณหมอต้องทำเพดานเทียมอัีนใหม่  เพราะว่าอันแรกใช้ไม่ได้มันบาง  แบบใหม่ที่คุณหมอจะทำให้จะค่อนข้างหนา  แล้วทำด้วยอะคริลิค  เพื่อให้สามารถเจียร์เพื่อปรับได้  และติดเหล็กที่ดันจมูกได้ด้วย

แบบนี้จะมีก้านอยู่ด้านหน้าเอาไว้ดึงใส่เข้าหรือดึงออกเพื่อนำไปล้าง  และเป็นก้านที่เอาไว้ยึดกับยางที่ติดเทปแล้ว  ที่ดามจมูกจะเป็นลวดที่ด้านหนึ่งฝังไปกับเพดานเทียมและอีกด้านยื่นขึ้นมาเพื่อดามจมูกจะมียางด้านปลาย  เพื่อใส่เข้าไปในจมูก  และมีรูตรงกลางเพดานเทียมเพื่อเป็นรูสำหรับการหายใจ

การล้างทำความสะอาดก็ไม่ยาก  ใช้น้ำยาทำความสะอาดขวดนมและแปรงสีฟันค่อย ๆ ล้างตามซอกต่าง ๆ ด้านในเพดานเทียมและด้านนอก  รวมถึงลวดและที่ดันจมูก  เสร็จแล้วก็มาล้างน้ำต้มสุกแบบอุ่น ๆ อย่าให้ร้อนจัดเพราะจะไปทำให้เพดานเทียมเสียรูปได้

เพดานเทียมแบบนี้เราจะต้องใส่ไว้ตลอดทั้งวัน  เพื่อจัดสันเหงือก และ  ดันจมูก  ทำให้สันเหงือกเข้ามาชิดกันและทำให้จมูกด้านที่แฟบลงไปนั้น  สร้างกระดูกอ่อนของจมูกขึ้นมาเป็นรูจมูก  เพื่อเตรียมพร้อมก่อนการผ่าตัดริมฝีปาก

มาดูวิธีการใส่  ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างจะยุ่งยาก  และต้องใจเย็นๆ  เพราะว่าภูผาจะร้องเกือบทุกครั้งที่ใส่  แต่ว่าแม่ลงความเห็นแล้วว่าภูผมไม่ได้เจ็บตอนใส่หรอก  น่าจะรำคาญมากกว่า  เพราะว่ามีบางครั้งที่ภูผากินอิ่มและอารมณ์ดีภูผาก็ไม่ร้องเลย  ช่วงหลัง ๆ ก็จะให้ภูผาดูโมบาย  หรือของเล่นที่ภูผาสนใจแล้วถึงจะทำให้ภูผา  ภูผาก็จะร้องน้อยลงหรือบางครั้งก็ไม่ร้องเลย

photo (7)_resize

วิธีการใส่

1. เตรียมแผ่นรองติดที่แก้มเป็นตัวกันไม่ให้เทปสีขาวไปติดโดนแก้ม  เพราะว่าเทปสีขาวมันเหนียวมาก  เวลาลอกออกจะลำบาก  เพราะว่ามันจะดึงหนังตรงแก้มและทำให้แพ้  บางทีถ้าระคายมาก  ๆ ตอนดึงก็ทำให้เลือดออกซิบ ๆ อยู่เหมือนกัน  ตัดแผ่นรองหนังขนาดพอประมาณอย่าให้เล็กหรือสั้นเกินไป  เพราะว่าจะทำให้เวลาติดเทปสีขาวแล้วจะรั้งตัวเพดานเทียมไม่ได้

2. ปิดแผ่นรองนี้ลงไปบนแก้มภูผา  แนวเฉียง ๆ ระวังอย่าให้ชิดกับลูกตามากนัก

3. เตรียมเทปผ้าสีขาวติดกับยางไว้  ระยะที่พับทบของเทปผ้าให้ยาวพอที่เวลาติดเทปที่ดึงจากเพดานเทียมมาติดบนหน้าแล้ว เทปผ้าสีขาวจะไม่ติดไปโดนผิวหน้า และระยะทบไม่ให้สั้นจนเกินไป  เพราะว่ามันจะรั้งแล้วทำให้ที่ทบตรงยางหลุดแล้วยางจะดีดได้

4. ใส่เพดานเทียมที่ล้างทำความสะอาดแล้ว  ถ้าจะให้ดีก็ใส่เทปผ้าสีขาวลงไปด้วย  โดยใส่ด้านยาว(ด้านที่ไม่เป็นเพดานโหว่)ลงไปก่อน  แล้วตามด้วยด้านเทปสั้น  เพื่อลดระยะเวลาในการติดเทปให้เร็วยิ่งขึ้น  ภูผาก็จะไม่ต้องร้องนาน   หลังจากนั้นก็ใส่เพดานเทียมพร้อมกับผ้าเทปที่ห้อยกับที่ก้านของเพดานเทียมลงไป  พร้อมกับติดเทปลงไปที่แก้มทั้งสองด้านอย่างรวดเร็ว  ยังไม่ต้องให้แน่นมากก็ได้  ตรงที่ดันจมูกให้จมูกสูงกว่าด้านอีกข้างแต่อย่าให้ตึงมากเพราะว่าจะทำให้จมูกด้านในเป็นแผลได้  ถ้าภูผาร้องตอนนี้  ก็เอาภูผาขึ้นมากอดให้หายร้องสักพัก

5. ค่อย ๆ ปรับความตึงของเทปผ้าสีขาวให้แน่นขึ้น  ดึงรั้งด้านสั้นเฉียงประมาณ 45 ถึง 60 องศาโดยดึงให้ค่อนข้างตึง  ส่วนด้านยาวใช้วิธีการบีบแก้มปิดแบบเฉียงประมาณ 45 องศาแต่ไม่ต้องตึงมากเท่ากับด้านสั้น  ดูที่ดันจมูกด้วยให้ดันแล้วตรง ๆ ไม่เบี้ยวไปด้านใดด้านหนึ่ีงเกินไป  หลังจากนั้นสังเกตว่าเพดานเทียมห้อยมั๊ย  ถ้าไม่แน่นก็เอามือไปด้านเพดานเทียมขึ้นแล้วดูว่าเทปด้านไหนหย่อนก็ปรับด้านนั้นดึงให้ตึงขึ้นและปรับอีกด้านหนึ่งควบคู่เพื่อพยุงแรงกันด้วย

6. สังเกตตอนกินนมว่าเพดานเทียมมันโยกเยกมั๊ย  ถ้าติดและดึงได้ดีก็ไม่เขยื้อนหรือเขยื้อนน้อยมาก  ถ้าเขยื้อนก็ต้องปรับดึงกันใหม่

7. ตรงที่ดันจมูกถ้าสังเกตว่ามันเข้าไปในจมูกจนเกินไปหรือออกมาด้านนอกจนเกือบจะหลุดออกจากจมูกแล้ว  ก็สามารถปรับลวด  โดยเอาคีมดัดลวดดัดเข้าหรือดัดออก

8. ติดเทปขาวด้านขวางที่ตัดด้านกลางเข้าไปเพื่อเว้นที่เอาไว้สำหรับจมูก  ติดด้านหนึ่งก่อน  แล้วทำการบีบแก้มแล้วก็ติดอีกด้านหนึ่ง  เพื่อให้ริมฝีปากเข้ามาชิดกันมากขึ้น

หมายเหตุ :

- ควรถอดออกมาล้างทำความสะอาดและเปลี่ยนผ้าเทปสีขาวอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง  เพราะถ้าติดทิ้งเอาไว้นาน  ยางจะหย่อนและประสิทธิภาัพในการดึงก็จะลดลง  จึงควรเปลี่ยนอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง

- อย่ามัดมือหรือช่วยกันจับมือจนแน่น  เพราะเคยได้คุยกับผู้ปกครองคนหนึ่ง  เวลาทำเขาก็จะให้คนอื่นช่วยกันจับตัวจับมือแน่น  เพราะว่ากลัวดิ้นแล้วจะทำไม่สะดวก  ทีนี้ตอนหลังพอเวลามีคนเข้าไปจับมือเด็กจะผวาและกลัวหรือระแวงเพราะว่ากลัว  ดังนั้นควรจะใช้ิวิธีการหลอกล่อวิธีอื่นเช่นให้ดูโมบาย  คุยเล่นด้วย  เพื่อให้เด็กเพลิน ๆ ยังไงเด็กก็จะต้องร้องอยู่แล้วก็อย่าให้ลูกฝังใจ  หาวิธีอื่นเบี่ยงเบนแล้วค่อย ๆ ทำกันไปจะดีกว่า

 

ป้ายกำกับ: , , ,

หาหมอครั้งสุดท้ายก่อนผ่าตัดริมฝีปาก

photo (32)

แม่พาภูผามาหาหมอศัลยกรรมวันที่ 28 พฤศจิกายน  เป็นการนัดอาจารย์หมอเพิ่มเติมเพราะว่าลืมบอกหมอไปว่า  ให้หมอผ่าตัดพังผืดใต้ลิ้นให้ด้วย  ซึ่งพังผืดนี้ป๊าก็มีแต่เพิ่งให้หมอฟันผ่าเมื่อตอนโตแล้ว  เคยปรึกษาหมอฟัน  แล้วหมอบอกว่าให้ผ่าพร้อมกันทีเดียวตอนผ่าตัดไปเลย  จะได้ไม่ต้องเจ็บตัวหลายรอบ  ซึ่งพอแม่ได้พบคุณหมอ  คุณหมอก็บอกว่า  มันทำได้ง่าย  สบายมาก  ดีแล้วที่มาบอก  จะได้ทำพร้อมกันทีเดียว  ก็ถือว่าครั้งนี้พบหมอศัลยกรรมครั้งสุดท้ายแล้วก่อนการผ่าตัดริมฝีปาก  เจอกันอีกทีกับคุณหมอที่ห้องผ่าตัดเลย

วันรุ่งขึ้น 29 พฤศจิกายน

หมอเด็กนัดไปฟังผลเลือดที่เจาะไปคราวที่แล้ว  คุณหมอบอกว่าที่เลือดจางเป็นปกติของเด็กอายุราว ๆ นี้  เพราะว่าตรวจดูค่าอย่างอื่นแล้วปกติดี  คุณแม่เลยถามหมอเรื่องน้ำหนักของภูผา  เพราะว่าสองอาทิตย์ที่ผ่านมาภูผาขึ้น 3 ขีด  คุณหมอบอกว่าจะว่าน้อยก็น้อยนะ  แต่ก็ค่าก็ยังถือว่ายอมรับได้อยู่  เมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานของช่วงเด็กวัยนี้  คุณหมอบอกว่าภูผาเป็นเด็กอารมณ์ดี  คุยเก่ง  เพราะว่าภูผาคุยกับพยาบาลและหมอตลอดเลย

หลังจากนั้น แม่ก็พาภูผามาหมอฟันที่ตึกเก่า  คุณหมอชมภูผา และแม่ใหญ่เลยว่า  จมูกดันขึ้นได้ดีมากเลย  หมอถามแม่ว่าได้ปรับอะไรเพิ่มเติมมั๊ย  หมอก็เลยคุยกับพยาบาลว่าการดึงเป็นสิ่งสำคัญ  แม่เลยบอกคุณหมอว่าคราวที่แล้วที่ไม่ค่อยกล้าดึงเพราะว่าลูกเป็นแผล  แต่หลังจากคราวที่แล้วก็กลับดึงเหมือนเดิม  คราวนี้เลยกลายเป็นครั้งสุดท้ายที่มาหาหมอฟันก่อนผ่าตัดริมฝีปาก  พยาบาลว่าตอนทำลูกร้องไห้เยอะมั๊ย  แม่ก็เลยบอกว่าตอนแรก ๆ ก็ร้องเหมือนกัน  ก็พยายามหาเทคนิคต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ไม่ร้องไห้แล้วตอนทำ  หลังจากนี้ก็ค่อยมาหา 1 เดือนหลังผ่าตัด  แล้วอีกทีก็โน่น  ตอนฟันซี่แรกขึ้น

คุณหมอชมก็ทำให้แม่รู้สึกภูมิใจว่าความพยายามของแม่นั้นสำเร็จ  เอาไว้วันหลังเดี๋ยวแม่จะเขียนวิธีการใส่เพดานเทียมแชร์ให้กับแม่ ๆ คนอื่นบ้างนะ

คราวหน้าก็เป็นวันผ่าตัดวันที่ 17 ธันวาคม  แต่อาจจะต้องมานอนโรงพยาบาลวันที่ 16 ธันวาคม  ต้องรอพยาบาลโทรมานัดเวลาอีกครั้งนึง

ภูผาจะได้ผ่าตัดแล้ว  รู้สึกดีใจจังเลย  ภูผาจะหล่อแล้วคร๊าบ  และหวังว่าการกินของภูผาก็จะดีขึ้น  เพราะว่าภูผาจะได้ใช้ริมฝีปากดูดได้แล้วน๊า  แต่ไม่รู้ว่าหลังจากผ่าตัดภูผาจะเจ็บแค่ไหน  แต่ยังไงลูกก็ต้องอดทนเอาไว้นะ  เราจะสู้ไปด้วยกันนะครับ

 

ป้ายกำกับ: , , , , , ,

หาหมอฟันปรับ NAM ครั้งที่ 2

ไปหาหมอฟันเพื่อปรับ NAM ครั้งที่ 2  ภูผามาหาหมอฟัน 3 ครั้งแล้วนะ  ครั้งแรกมาใส่ แล้วมาปรับ 2 ครั้งแล้ว

ครั้งนี้หมอฟันชมว่าเราใส่เครื่องมือได้ดีมาก  พอถอด NAM ออก  จมูกก็ยังไม่ฟีบลงมา  มองเห็นเป็นรูจมูกสวยเลย  หมอเรียกพยาบาลมาดูว่าเนี่ย  ภูผาใส่เครื่องมือแล้วได้ผล

ปะป๊าก็เลยคิดว่าเรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับแม่เขาเลยนะ  เพราะว่าแม่เขาพยายามใส่เครื่องมือให้กับภูผาอย่างเคร่งครัด  คอยปรับเครื่องที่ดันจมูกขึ้นไม่ให้ที่ดันเข้าไปข้างในเกินไป  แล้วก็คอยปรับแก้ตัวเทปพันยางที่ดึงไปที่แก้มทั้ง 2 ด้านของภูผา  ว่าตรงไหนต้องดึงหย่อน ดึงเบา  แม่เขามีขั้นตอนในหัวแล้วก็ท่องเอาไว้เวลาทำให้ภูผา  คอยหมั่นดูเวลาภูผากินว่ามันเป็นยังไงบ้าง  ฯลฯ

เคยมีเรื่องที่กังวลเกี่ยวกับการใส่ NAM  เพราะว่ามีช่วงหลัง ๆ ภูผาใส่แล้ว  เหมือนตรงจมูกด้านในมันเป็นร่องเว้าเข้าไปตามรูปของที่ดันจมูก  แล้วมีเหมือนเป็นหนองหรือน้ำเหลือง ๆ เพราะว่าก่อนหน้านั้นมันแดง  คิดว่าน่าจะอักเสบด้านใน  แม่เขาก็เลยคิดเอาน้ำเกลือมาล้างตรงแผลตรงนั้น  เพราะแม่เขาเคยดูคลิปของการล้างจมูกในเด็กทารกเพื่อแก้หวัดโดยการใช้น้ำเกลือ  พอแม่เขาเห็นภูผามีน้ำเหลือง ๆ เหมือนหนอง  ก็เลยให้ยายไปซื้อน้ำเกลือขวดที่เอาไว้ล้างแผลเป็นแบบประเภทที่ล้างคอนแทคเลนส์ได้  มาค่อย ๆ ล้างตรงจมูกให้กับภูผา 2-3 วันก็ค่อย ๆ หายไป  แม่เขาถามหมอเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าเด็กคนอื่น ๆ เขาเป็นกันมั๊ย  คุณหมอก็บอกว่าก็เป็นกัน

คราวนี้คุณหมอก็เลยคิดจะปรับเครื่องมือให้ไปชิดกับปีกจมูก  แต่ว่ามันดูแปลก ๆ คุณหมอบอกว่าชอบที่จะให้ชิดตรงด้านกลางจมูกมากกว่า  ก็เลยปรับชิดด้านตรงกลางจมูก  และดันจมูกขึ้นอีกนิด

แม่คอนเฟิร์มกับคุณหมอฟันว่า  คุณหมอศัลยกรรมมีแผนผ่าตัดแล้ววันที่ 17 ธันวาคม นี้  ให้มาถามหมอว่าโอเคมั๊ย  คุณหมอก็ตอบว่าได้นะ  เพราะว่าจมูกก็เริ่มขึ้นดี  แต่หมอก็แปลกใจว่าทำไมเรานัดหมอได้เร็วจัง  ปะป๊าก็เลยบอกว่าเราไปที่คลินิกพรีเมียมศัลยกรรม  คุณหมอฟันก็เลยนัดเราอีก 3 ครั้งก่อนที่เราจะผ่าตัดกัน  ครั้งหน้าเป็นวันที่ 14 พ.ย. นี้   วันเดียวกับที่ต้องพาภูผาไปพบหมอศัลยกรรมเลย

ภูผาใกล้จะได้ผ่าแล้วนะ  ค่อนข้างแน่นอนแล้ว  ปะป๊ากับแม่ก็เตรียมตัวที่จะหยุดเพื่อไปเฝ้าภูผากันแล้วหล่ะ  แต่ยังไงแม่ก็จะยังเคร่งครัดในการใส่เพดานเทียมให้กับภูผาเหมือนเดิม  อดทนไว้นะครับ  อีกนิดเดียว

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ไปหาหมอฟันปรับ NAM ครั้งที่ 1

วันนี้แม่กับยายพาภูผาไปหาหมอฟันเพื่อปรับ NAM ครั้งที่ 1 หลังจากที่ใส่มาแล้วครบ 2 อาทิตย์พอดี  แม่กับยายขึ้นแท๊กซี่ไปเพราะว่าจะลองไปเองดูสักครั้ง ปะป๊าจะได้ไม่ต้องหยุดงาน  วันนี้เป็นวันแรกที่แม่ลองใช้เป้อุ้มเด็ก  เพื่ออุ้มภูผาไปโรงพยาบาล  ไปถึงที่รามาตึกเก่าประมาณ 10 โมงกว่าคุณหมอนัด 11 โมง  รอไม่นานคุณหมอก็เรียก

คุณหมอบอกว่าเหงือกด้านหน้าของภูผาเข้ามาติดกันแล้ว  แต่ว่าตัวที่ดันจมูกมันเข้าไปลึกไปหน่อย  ต้องใส่ให้พลาสติกตัวกลม  ๆ ที่ดันจมูกดันด้านหน้าออกมาครึ่งหนึ่งถึงจะใช้ได้   คุณหมอบอกว่าแม่ต้องช่วยคุณหมอดัดนะ  เพราะว่าถ้าใส่ไปประมาณอาทิตย์นึงมันอาจจะยุบเข้าไปในรูจมูกเหมือนเดิมก็ต้องปรับดันให้ออกมา

คุณหมอเห็นว่าเหมือนตรงสามเหลี่ยมด้านหน้าเหงือกกับปากแดง ๆ ก็เลยไปเจอว่ามันน่าจะเป็นเพราะวิธีการคาดเทปด้านยาวที่คาดไว้ใต้เหล็กแล้วอาจจะไปดันกดตรงบริเวณเหงือกตรงนั้น  คุณหมอก็เลยดันเหล็กให้โค้งมากขึ้นแล้วก็ให้คาดเทปสอดเข้าไปด้านในเลย  เพื่อไม่ให้มันไปกดอีก    ส่วนเทปตรงกลางที่คาดก็ยังให้กลับมาคาดเหมือนเดิม

ส่วนเรื่องที่ภูผากินแล้วสำลักบ่อย ๆ คุณหมอบอกว่าน่าจะเกิดจากการที่รูของขวดนมใหญ่เกินไป  คราวหน้าสงสัยต้องปรับรูขวดนมเป็นระดับขีด 1 หรือไม่ก็ 2 ขีดไม่เกินนี้  เพราะว่าเดี๋ยวนี้ภูผาดูดแรงขึ้นด้วย  ไม่เหมือนกับเมื่อก่อน

อีก 3 อาทิตย์ค่อยไปหาคุณหมอฟันใหม่จ้า

 

ป้ายกำกับ: , ,

หาหมอศัลยกรรมและหมอฟันครั้งแรก

เล่าย้อนหลังตอนไปหาหมอศัลยกรรมและหมอฟันครั้งแรกที่รามา

หลังจากที่ปะป๊าได้ใบสูติบัตรที่โรงพยาบาลวิภาวดีประมาณ 1 อาทิตย์หลังจากที่ภูผาคลอด  ปะป๊าก็รีบโทรไปนัดอาจารย์หมอ ผศ.นพ. เฉลิมพงษ์ ฉัตรดอกไม้ไพร เป็นวันพุธที่ 18 กันยายน 2555  นัดช่วงเช้า  แต่พอใกล้ ๆ พยาบาลโทรมาเลื่อนเป็นช่วงบ่าย   ปะป๊าก็ขับรถพาแม่ไปที่โรงพยาบาลในวันพุธนั้น  ไปพบคุณหมอที่คลินิกพรีเมียมศัลยกรรมชั้น 4 ตึกศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์  และเป็นครั้งแรกที่ปะป๊ากับแม่ได้ใช้ขนเข็นของภูผาที่ยายซื้อให้

อาจารย์หมอน่าจะอายุประมาณ 40 กว่าแล้วหล่ะ  แต่ยังดูหนุ่มอยู่เลย  อาจารย์ไม่ได้ดูด้านในปากของภูผา  เพราะว่าตอนนั้นภูผากำลังหลับอยู่  เดี๋ยวจะตื่น  แต่อาจารย์ก็พอจะคาดการณ์ได้ว่าภูผาเป็นยังไง  อาจารย์บอกว่าต้องมีการผ่าตัดกันหลายครั้งคือผ่าตัดริมฝีปากและก็ผ่าตัดเย็บเพดาน  ซึ่งข้อมูลพวกนี้ปะป๊าพอจะรู้บ้างแล้ว  หลังจากอ่านในอินเตอร์เนต  ก็เป็นบทความที่อาจารย์เฉลิมพงษ์เขียนนั่นแหละของ Rama-Cleft  แล้วอาจารย์ก็ให้ดูรูปเด็กที่อาจารย์เคยผ่าตัดว่าหลังจากผ่าตัดแล้วเป็นยังไงบ้าง  ซึ่งปะป๊าว่าโอเคเลยหล่ะ  แผลเนียนเลยทีเดียว  อาจารย์บอกว่ามีสองวิธีการรักษาให้เลือกก็คือ 1) ผ่าตัดตอนอายุประมาณ 3 เดือน แล้วค่อยไปตัดแต่งจมูกตอน 6 ขวบ  กับ 2) ใส่เพดานเทียม แบบที่มีที่ดันจมูก  ซึ่งอาจจะต้องเลื่อนเวลาผ่าตัดไปอีก 2 เดือน คือจะได้ผ่าตัดริมฝีปากตอนประมาณ 5 เดือน  แต่จมูกก็จะดูสวยกว่าตั้งแต่ตอนผ่าตัดในครั้งแรก  เพราะที่ดันจมูกก็จะไปช่วยสร้างให้รูจมูกด้านที่แบนนูนขึ้นมา  แต่สุดท้ายยังไงก็ต้องผ่าตัดตกแต่งจมูกกันอีกทีตอน 6 ขวบเหมือนกัน  แต่วิธีที่ 2 ก็จะเหมาะกับคนที่มีเวลาพาลูกมาที่โรงพยาบาลเพื่อปรับตัวเพดานเทียมกับที่ดันจมูก  ทุก ๆ 2 อาทิตย์   ซึ่งทั้ง 2 วิธี  ผลสุดท้ายแล้วก็ได้ผลที่ใกล้เคียงกัน

ปะป๊ากับแม่ก็มองหน้ากันแล้วก็ตัดสินใจว่าจะให้ภูผาใส่เพดานเทียมที่มีที่ดันจมูก  อาจารย์ก็เลยส่งไปที่คลินิกทันตกรรมพรีเมียมซึ่งอยู่เยื้อง ๆ กับพรีเมียมศัลยกรรม  เพื่อนัดอาจารย์หมอนันทนา ศรีอุดมพร

พอไปถึงพยาบาลที่ดูแลคิวบอกว่าคิวของอาจารย์ได้เร็วสุดเดือนพฤศจิกายน  ปะป๊ากับแม่เริ่มเครียด  เพราะว่าอยากให้ภูผาได้ใส่เพดานเทียมกับที่ดันจมูกไวกว่านั้น  เพราะว่าถ้าได้คิวเดือนพฤศจิกายนถึงค่อยใส่ก็ไม่น่าจะมีประโยชน์อะไร  เพราะว่าเกือบ 3 เดือนแล้ว  พยาบาลก็บอกว่า  ลองโทรมาถามคิวอีกทีก็ได้  ถ้ามีคนยกเลิกไม่มาตามนัดก็จะได้มาแทนเขาได้  คุณหมอเข้าวันพฤหัสกับศุกร์

เย็นนั้นปะป๊ากับแม่ก็เริ่มกังวลใจว่าจะทำยังไงดี  หรือว่าเราจะผ่าตัดโดยไม่ต้องใส่เพดานเทียมดี  หรือว่าจะพาภูผาไปใส่เพดานเทียมที่อื่น เช่น  ที่ทันต มหิดล

วันรุ่งขึ้นปะป๊าก็ลองโทรไปถามคิวดูอีกที  บอกว่าอยากพบหมอเร็ว ๆ เขาว่าวันนี้คิวว่างพอดี  ตอนประมาณ 6 โมงเย็น  ปะป๊าดีใจมากก็โทรบอกให้แม่เก็บของเตรียมตัวพาภูผาไปหาหมอได้เลยเย็นวันนั้น  แล้วแม่เขาก็โทรหากู๋เป้  ซึ่งกู๋เป้  กำลังจะกลับบ้านพอดี  ก็ขับรถพาแม่กับภูผาไปหาหมอเย็นวันนั้น

อาจารย์หมอนันทนา  อธิบายให้แม่ฟังละเอียดมาก  ถึงการใส่เพดานเทียม  การผ่าตัด  การจัดฟันในอนาคต  บอกว่าภูผา  ยังต้องเจ็บอีกหลายครั้ง  อาจาย์หมอเล่าให้ฟังถึงการใส่เพดานเทียมกับที่ดันจมูก  ว่ามันมีข้อดีที่จมูกของลูกก็จะสร้างกระดูกของตัวเองขึ้นมา  โดยไม่ต้องใช้กระดูกที่อื่นหรือฉีดอะไรเข้าไปตอนที่ทำการผ่าตัดจมูก  และอาจารย์หมอถามแม่ว่าทำไมถึงมาหาที่คลินิกพรีเมียม  ทำไมไม่ไปที่ตึกเก่า   อาจารย์หมอเลยนัดแม่ให้ไปที่ตึกเก่าเพื่อทำเพดานเทียม   บอกว่าถ้าไปที่นั่นจะได้เจอคนที่เป็นเหมือนกับเราได้พบปะพูดคุย  จะได้รู้สึกว่าเราก็มีเพื่อน  มีคนเป็นเหมือนกับเรา  ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน  อาจารย์หมอบอกอีกว่าตัวเพดานเทียมอันเก่ามันใช้ไม่ได้  เพราะมันเอามาฝนไม่ได้  มันเป็นแบบบาง  คุณหมอเลยให้ไปติดต่อขอบล๊อกจากโรงพยาบาลเก่า   แล้วเอามาให้หมอดูก่อน  ถ้าใช้ไม่ได้ก็ต้องพิมพ์ปากเพื่อทำเพดานเทียมใหม่  ซึ่งในการพิมพ์ปากเพื่อทำเพดานเทียมนั้นคุณหมอบอกว่าอาจจะต้องไปทำในห้องซึ่งมีคุณหมอดมยาเข้าไปด้วย  เพราะว่าจะมีเครื่องมือที่พร้อมกว่าเป็นเครื่องวัดปริมาณออกซิเจน  เพราะว่าเด็กต้องอดอาหารและนิสัยการร้องไห้ระบบการหายใจของเด็กยังไม่ค่อยดีเท่าไีร  จะได้มีเครื่องมือและคุณหมอช่วยเหลือได้

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน 2555  ปะป๊ากับแม่ก็พาภูผาไปทำเพดานเทียมที่ตึกเก่าของรามา ได้เจอกับเด็กที่เป็นเหมือนภูผาเลย  2 คน  คนนึงเป็นข้างเดียวเหมือนภูผา  อีกคนนึงเป็น 2 ข้าง  แล้วก็ได้เจอเคสเด็กที่ก็ไม่รู้ว่าป่วยเป็นโรคอะไร  แต่ติดถังอ๊อกซิเจนมาด้วย  ปะป๊ากับแม่ก็เลยคิดว่า  โห…ภูผาเนี่ย  ถือว่าเป็นน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ เขา  คุณหมอก็บอกอย่างนั้นเช่นกัน  ของภูผาร่องตรงเพดานไม่กว้างเลย  น่าจะผ่าตัดไม่ยาก  แล้วบล๊อกที่เอาไปให้ก็ใช้ได้ด้วย  คุณหมอก็เลยทำให้ได้เลย  นัดให้มาใส่อีกทีตอนบ่ายของวันนั้นเลย

ช่วงบ่ายก็ถึงเวลาใส่เพดานเทียมให้กับภูผาแล้วนะ  ก่อนหน้านั้น  มีช่างกล้องมาถ่ายรูปภูผากับเด็กคนอื่นๆ  เอาไว้  น่าจะเอาไปทำเป็นสื่อการสอนหล่ะมั๊ง  อย่างน้อย ๆ ภูผาก็มีประโยชน์ให้กับคนอื่นๆ  นะ  ขั้นตอนในการใส่เพดานเทียมให้ภูผาก็ไม่ได้ยุ่งยากมากมายนัก  ปะป๊าเป็นคนอุ้มให้คุณหมอใส่เพดานเทียมและที่ดันจมูกให้   ส่วนแม่ไปซื้ออุปกรณ์พวกยางและเทปปิดปาก  ภูผาไม่ค่อยร้องเท่าไร  ภูผาเก่งมาก  แต่…

พอขึ้นรถกลับบ้าน  ภูผาร้องไห้ใหญ่เลย  ตอนที่เกือบจะถึงบ้านแล้ว  แล้วก็ร้องตลอดเวลาเลย  สงสัยว่าภูผาจะเจ็บ  แล้วก็กินขวดนมอันเดิมไม่ค่อยได้ด้วย  ตอนนั้นรู้สึกว่าไม่รู้จะทำยังไงกันดีเลย  ปะป๊าก็เลยทดลองให้กินขวดนมธรรมดา  แต่เอาจุกนมไปบากเป็นรูปกากบาท  เพื่อให้รูใหญ่ขึ้นภูผาจะได้กินได้ง่ายขึ้น  ซึ่งก็ได้ผล  ภูผาก็กินได้ในเย็นวันนั้น  แต่หลังจากนั้นก็ยังร้องไห้เยอะอยู่ดีเมื่อเทียบกับก่อนหน้าที่จะใส่เพดานเทียม  มีคนบอกว่าจะร้องไห้แบบนี้ 3 วัน !

หลังจากวันนั้นแม่หนูก็ทดลองให้กินขวดนมพิเศษแบบเก่ากับขวดนมธรรมที่ปะป๊าบากหัวให้  กลับเป็นว่ากินขวดนมพิเศษดีกว่า  ก็เลยกินขวดนมพิเศษเรื่อย ๆ มา

หมายเหตุ : มีศูนย์และมูลนิธิที่สามารถติดต่อเพื่อรับการรักษาโรคปากแหว่งเพดานโหว่ เช่น ศูนย์ของจุฬา  ศูนย์ของรามา  มูลนิธิตะวันฉาย และจะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สามารถเข้าไปดูได้ที่หน้า เวปลิงค์ดีดี ครับ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

กำเนิดภูผา

เล่าเรื่องภูผาตอนอยู่ในท้องไปแล้ว คราวนี้มาช่วงที่ภูผาคลอดกันบ้าง

6 กันยายน 2555

เวลา ตีสาม แม่กับป๊าดีใจมาก รู้สึกตื่นเต้นจังที่อีกไม่กี่ชั่วโมงเราจะได้เจอกันแล้วหลังจากรู้จักกันมาได้ เก้าเดือน คืนนั้น แม่นอนไม่ค่อยหลับ ไม่รู้ว่าตื่นเต้นหรือยังไง แต่ก็ต้องข่มใจให้หลับให้ได้ เพราะว่าต้องคลอดลูกออกมาให้ปลอดภัยที่สุด แม่กังวลมาก เรื่องรกของแม่ ว่าจะมีปัญหา อะไรไหม แต่ก็บอก ป๊าไว้แล้วแหละ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างการผ่าตัด ให้ป๊าตัดสินใจได้เลย และแล้ว เวลาที่ป๊ากับ แม่ และ ยายของลูก เตรียมตัวออกจากบ้าน หมอนัดให้ไปถึงโรงพยาบาลตอนตีสี่ครึ่ง แต่พวกเราไปถึงกันตั้งแต่ ตีสี่ พยาบาลมาเรียกแม่ให้เข้าไปในห้องเตรียมคลอด แม่ก็ตื่นเต้นมาก จากการที่นั่งอ่านมาเยอะว่า ช่วงที่เค้า สวนฉี่ สวนอึ นั้นจะ เจ็บ หลังจากที่แม่เข้าไปในห้องเตรียมคลอด จัดการร่างกายให้สะอาดเรียบร้อย เหมือนกับที่อ่านมาเลยแหละ เค้าก็ให้ป๊าเข้าไปคุยกับแม่ในห้อง เพื่อรอเวลา พอได้เวลาปุ๊บ พยาบาลก็เข้ามาเข็นเตียง เพื่อเข้าห้องผ่าตัด

ปะป๊าพาแม่ไปโรงพยาบาลวิภาวดีตั้งแต่ตี 4 หมอนัดเข้าไปเตรียมตัวผ่าคลอดตอนตี 4 ครึ่ง ผ่าจริง ๆ ออกมาก็หกโมงกว่า ตอนช่วงวันก่อนหน้าที่จะผ่าตัดจำได้ว่าปะป๊าตื่นเต้นมากเลย แล้วก็เป็นกังวลว่าจะเป็นยังไงบ้าง เป็นห่วงทั้งแม่และภูผา ขอให้การผ่าตัดเป็นไปด้วยดี

แม่กับป๊า ได้จ้างเค้าถ่ายวีดีโอไว้ด้วย เพื่อให้ลูกไว้ดู เพราะว่าเค้าไม่ให้ป๊าเข้าไปในห้องผ่าตัด แม่เข้าไปคนเดียว หมอมากันครบ เริ่มผ่าตัดกันเลยยยยย ผ่านไปประมาณ 5 นาทีได้มั้ง ในความรู้สึแม่นะ แม่ได้ยินเสียงลูก ตอนนั้นเม่รู้สึกดีใจมาก ที่ได้ยินเสียง เพราะว่าแสดงว่าลูกแม่ปลอดภัย แน่นอนอ หนูร้องเสียงดังมาก พยาบาลก็เข้าไป ดูดน้ำคล่ำในจมูกลูก และเช็ดตัว แม่เหลือบเห็นอยู่ข้างๆๆ อีกไม่กี่วินาทีเราจะได้เจอหน้ากันแล้ว หลังจากนั้น หมอวิสัญญี ก็นำลูกมา ให้หมอที่ทำการผ่าคลอดแม่ดู และพูดอะไรซักอย่าง หมอที่ทำคลอดแม่ก็บอกว่า ให้แม่เค้าดูซิ เค้าเป็นแม่นะ ตอนนั้นแม่รู้สึก แปลกๆๆ และหมอก็ให้แม่ดูหน้าหนูเป็นครั้งแรก ความรู้สึกตอนนั้น แม่งง ไปหมด มัน ไม่มีอะไรในสมองเลย หมอเค้าก็บอกว่าลูกเป็นปากแหว่งเพดานโหว่ ไม่ต้องกังวลนะครับ รักษา ตอนนี้คุณแม่ทำใจให้สบาย แล้วหมอวิสัญญี ก็ให้แม่หลับไป แม่มารู้ตัวอีกที่หลังคลอดในห้องพักฟื้น ตอนนั้นแม่รู้สึก คิดถึงป๊ามาก อยากเจอหน้า อยากคุยกัน อยากระบาย ป๊า จะรู้หรือยังว่าลูกเราเป็นอะไร แล้วลูกเราแข็งแรงดีไหม

6 โมงนิด ๆ พยาบาลก็เข็นภูผาออกมาแล้วก็เรียกปะป๊าไปดู ตอนนั้นพยาบาลก็บอกปะป๊าว่าภูผา เป็นปากแหว่ง เพดานโหว่ ตอนนั้นปะป๊าจำได้ว่า ปะป๊าตกใจมาก ไม่คิดว่าภูผาจะเป็นแบบนี้ ไม่เคยคิดว่าลูกจะเป็นโรคนี้มาก่อนเลยในหัว พยาบาลบอกว่าแต่ว่าได้ตรวจดูส่วน อื่น ๆ แล้วภูผาแข็งแรงดี ปะป๊าเดินตามพยาบาลไปที่ชั้น 5 ที่เป็นเนอสเซอรี่ เพื่อเอาภูผาเข้าไปที่ตู้อบเด็กแรกคลอดเพื่อปรับอุณหภูมิ ภูผาตัวขาว แดง ๆ เพราะว่าภูผาร้องไห้ตลอดเลย

ตอนนั้นปะป๊าก็หาข้อมูลในอินเตอร์เนตใหญ่เลยว่ามันเกิดมาจากอะไร มันเป็นไปได้ยังไง ในหัวมีแต่คำถาม แล้วภาพเพื่อนปะป๊าหรือคนที่ปะป๊าเคยเห็นเขาเป็นแบบนี้ก็ลอยอยู่เต็มหัวไปหมด สักพักก็เวียนหัวเลยเลิกหา มาดูภูผาดีกว่า

ระหว่างที่ปะป๊าดูภูผาอยู่ ก็มีคุณป้าซึ่งน่าจะเป็นญาติของคุณแม่ที่เพิ่งมาคลอดที่นี่เหมือนกัน ก็มาดูลูกแล้วก็คุยกับปะป๊าว่า ภูผาดูแข็งแรงเนอะ ตรงปากเดี๋ยวผ่าตัดก็หาย เดี๋ยวนี้เขาผ่าตัดรักษากันได้

หลังจากนั้นปะป๊าก็ขึ้นไปที่ชั้น 12 ที่เป็นห้องพักของแม่ แต่แม่เขายังอยู่ในห้องพักฟื้นหลังผ่าตัด ระหว่างนั้นปะป๊าก็หาข้อมูลในอินเตอร์เนตมากมาย พอใกล้เวลาที่แม่จะออกจากห้องใกล้คลอด ปะป๊าก็ลงไปรอที่ชั้น 3 หน้าห้องผ่าตัด ปะป๊ากังวลมากว่าแม่เขาจะเป็นยังไงบ้าง จะรู้สึกยังไง แม่เขาคงอยากให้ปะป๊าอยู่ใกล้ๆ ปะป๊าเข้าไปถามพยาบาลว่าแม่หนูเขาออกมาแล้วรึยัง พยาบาลบอกว่า อีกสักพักนึง ปะป๊าก็รอหน้าห้อง พอเลยเวลาที่พยาบาลบอกว่าน่าจะออกมาแล้ว ปะป๊าก็เดินรอบ ๆ ดูว่าออกมารึยัง สักพัก โทรศัพท์จากแม่หนูก็โทรเข้ามาหาปะป๊าว่า แม่อยากเจอปะป๊า

พอปะป๊าขึ้นไปถึง ปะป๊ากับแม่ก็กอดกันแล้วร้องไห้ใหญ่เลย ช่วยกันปลอบกันบอกว่าไม่เป็นไรนะ ยังไงเราก็ต้องเข้มแข็ง

ความรู้สึกตอนนั้นแม่งง ไปหมด สับสน แต่ก็ไม่เป็นไร แม่ก็บอกว่า เราต้องรักษาลูก ณ วินาทีนั้น แม่กับป๊า ก็เปิดinternet ในมือถือ หาข้อมูล และลองโทรติดต่อโรงพยาบาลเลย แต่ว่าติดตรงที่ว่าลูกยังไม่ได้สูติบัตร ป๊าก็เลย รีบจัดการเตรียมเอกสารเพื่อให้ได้สูติบัตรโดยเร็ว

วันนั้นทั้งวัน รู้สึกว่าโลกมันเป็นสีเทา ๆ ยังไงไม่รู้ ท้องฟ้าก็ไม่สดใสเลย ฝนตกตลอดทั้งวัน…

วันแรก แม่ยังไม่ได้เจอหน้า ภูผาอีกเลย แม่ต้องนั่งพักฟื้นในห้อง แม่นั่งร้องไห้ กับป๊า แม่บอกป๊าว่าขอแม่ร้องไห้ ซักวันสองวันเพื่อให้แม่ได้ระบายออกมา แม่ไม่ได้เสียใจที่ลูกแม่เป็นโรคนี้ แต่แม่รู้สึกว่า ลูกแม่จะเป็นอะไรไหม แล้วลูกต้องเจ็บอีกเยอะ แล้วต่อไปลูกแม่จะเป็นอย่างไร แม่ค่อยๆๆๆศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เรื่องโรค มันทำให้แม่คลายความกังวลไปได้มากเลย ว่าโรคนี้หายแน่ แต่ลูกต้องเข้มแข็ง ป๊ากับแม่ดีใจที่เราสองคนเลือกชื่อว่า ภูผา ให้ลูก เพราะว่าลูกจะได้รู้ไว้ว่า ลูกจะต้องเข็มแข็งเหมือนดังภูผา แม่กังวลเรื่องนี้มากที่สุด แต่ป๊าบอกแม่ว่าเราสองคนจะต้อง ทำได้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูก แม่ก็ว่าอย่างนั้น แม่จึงต้องเข้มแข็งก่อน ก่อนที่จะให้ลูกเข้มแข็ง

ปะป๊าโทรบอกอากงกับอาม่าว่าภูผาผิดปกติตรงปาก เป็นปากแหว่ง เพดานโหว่ เพื่อให้เวลาอากงกับอาม่ามาเจอจะได้ไม่ตกใจมาก ทางฝั่งแม่ก็บอกทางฝั่งแม่ ทุกคนก็เป็นห่วงกันหมด

คุณหมอเด็กเรียกให้ปะป๊าไปคุยเรื่องของภูผา ว่ามันผ่าตัดได้ แล้วส่วนอื่น ๆ ก็แข็งแรงหมดไม่ผิดปกติอะไร ปะป๊าก็เป็นกังวล กลัวว่าจะเป็นอย่างอื่นเพิ่ม เช่น พวก ซินโดรมต่างๆ จะขอหมอเช็คเพิ่ม แต่คิดอีกทีก็รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะจะจัดการรักษาอะไรได้ก็ต้องรอภูผาอายุเยอะขึ้นกว่านี้หน่อย คุณหมอบอกว่าจะมีปัญหาเรื่องการกินนม แต่เดี๋ยวจะนัดหมอฟันเพื่อให้ทำเพดานเทียมให้กับภูผา จะได้กินนมได้จากขวดนมหรือบางทีอาจจะกินนมแม่จากเต้าได้ เพราะว่าตอนนี้คุณหมอยังให้นมทางสายยางกับภูผาอยู่

ตอนเย็นวันนั้นปะป๊าก็เข้าไปบอกพยาบาลให้ช่วยตรวจหูเพิ่ม และคุยเรื่องที่จะนัดหมอฟันทำเพดานเทียม ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายนอกจากแพคเกจคลอด คุณพยาบาลก็บอกว่าปะป๊าอยากจะอุ้มลูกมั๊ย พยาบาลเอาภูผามาให้อุ้ม ปะป๊ามองหน้าภูผาแล้วปะป๊าก็จะร้องไห้ แต่อายพยาบาลเลยพยายามกลั้นน้ำตาไว้ ความกังวล ความรู้สึกต่าง ๆ ที่มันอัดแน่นอยู่ในอกก่อนหน้านี้ จู่ ๆ มันหายไปพอได้อุ้มได้กอดแล้วก็เห็นภูผาใกล้ ๆ ภูผาเกิดจากความร้กของปะป๊าและแม่นะ…รู้มั๊ยลูก

ปะป๊าเลยไปคุยกับแม่บอกว่าปะป๊าได้อุ้มภูผาด้วยนะ ส่วนแม่ต้องรอให้ผ่าน 1 วันไปก่อน เพราะว่าแผลผ่าตัดยังลุกไม่ได้ ปะป๊าบอกแม่ว่าถ้าแม่ได้ลองอุ้มภูผา แล้วแม่จะสบายใจขึ้น

ช่วงเย็นพยาบาลพาปะป๊าไปพบคุณหมอถนอม เพื่อพิมพ์เหงือกเตรียมทำเพดานเทียม พยาบาลเขาดึงสายยางออกมา โห…มันยาวมากเลย พยาบาลบอกว่าใส่ลงไปจนถึงกระเพาะของภูผา คุณหมอฟันพิมพ์แบบเพื่อเอาไปทำเพดานเทียมให้กับภูผา ภูผาแทบจะไม่ร้องไห้เลย ภูผาเก่งมาก พยาบาลแถว ๆ คลินิกทันตกรรมก็เข้ามาดูภูผากันใหญ่เลย แล้วก็บอกว่ากับปะป๊าว่า ญาติ ๆ เขาก็เป็นตอนนี้ผ่าตัดแล้วก็แทบจะมองไม่เห็นแล้วหล่ะ ปะป๊าก็รู้สึกว่าเรามีกำลังใจขึ้นมาอีก

วันรุ่งขึ้น แม่ถอดสายน้ำเกลือ แล้ว แม่จะได้เจอลูกแล้ว แม่เดินไปที่เนสเซอรี่ เดินไป กับป๊า ไม่ต้องบอกพยาบาลเลยว่าจะมาดูลูก และชื่ออะไร แค่เค้าเห็นหน้าป๊า เค้าก็รู้ทันที ไปอุ้มลูกมาให้แม่ เป็นครั้งแรกจริงๆๆ ที่แม่ได้อุ้มลูก ความรู้สึกแม่มันตื้นตันอย่างไงก็ไม่รู้ไม่สามารถที่จะข่มไม่ให้น้ำตาไหลออกมา แม่ร้องไห้อีกแล้ว และพูดกับลูกด้วยนะ แม่ไม่ได้เสียใจ มันเป็นความรู้สึก ที่ปิติมาก ป๊าบอกกับแม่ว่า ป๊าก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน ภูผาตั้งใจเกิดมาเป็นลูกของแม่กับป๊า แล้ว แสดงว่าต้องเห็นแล้วว่าแม่กับป๊าจะดูแลหนูได้ ใช่ แม่จะต้องดูแลหนูให้ได้ และให้ดีด้วย แม่คิดอย่างนั้น ภูผาคือคนที่จะมาช่วยเติมเต็มชีวิตของแม่กับป๊า และในขณะเดียวกันหนูยังเข้ามาช่วยสั่งสอนแม่กับป๊าให้ได้เรียนรู้อะไรอีกมากมาย แม่คิดว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เราสามคนคงได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันอีกเยอะมาก ในแต่ละก้าวเดินของลูก

ตอนช่วงเย็นปะป๊ากับแม่ก็ไปรับเพดานเทียมที่คุณหมอฟันใจดีเอาเข้ามาให้ ทั้ง ๆ ที่วันนี้เป็นวันที่คุณหมอไม่ได้เข้าที่โรงพยาบาล แต่เพื่อให้ภูผาสามารถกินนมได้ (ขอบคุณคุณหมอถนอม โรงพยาบาลวิภาวดีครับ) เพดานเทียมของลูกเป็นแบบพลาสติกบาง ๆ ใส ๆ มีเชือกผูกติดด้านหน้า เพื่อให้สามารถดึงออกมาได้ เพื่อล้างทำความสะอาด ใส่ตอนกินนม กินเสร็จก็เอาออกมาแล้ว แล้วก็เก็บเอาไว้ในตลับที่มีน้ำอยู่ด้านใน เหมือนกับตลับใส่ฟันปลอม

ภูผาทดลองกินดูแล้ว แต่ว่ากินกับจุกนมธรรมดาไม่ได้ ยังต้องใช้ขวดนมพิเศษของ Medela ที่เป็นขวดที่มีจุกนมยาวออกมา แล้วก็มีกระเปาะที่เอาไว้สำหรับพักนม ซึ่งตรงนี้เราสามารถบีบช่วยให้กับลูกได้

ระหว่างที่อยู่โรงพยาบาลแม่ก็ปั๊มนมเพื่อจะให้ภูผากินให้ได้ จำได้ว่าครั้งแรก แม่เขาปั๊มนมได้ประมาณ 1-2 cc นี่แหละ แต่แม่เขาดีใจมากว่ามีนมแล้วเอาไปให้พยาบาลในเนอสเซอรี่ เขาบอกว่าให้เก็บสะสมให้ได้เยอะ ๆ ก่อน หลังจากนั้นน้ำนมแม่ก็เริ่มไหลเยอะขึ้นเรื่อย ๆ นมที่ออกมาแรก ๆ มันเป็นนมเหลือง ๆ เข้ม ๆ เลยนะ ที่เขาบอกว่าเป็นนมเหลืองที่มีประโยชน์ที่สุดสำหรับลูก แม่เขาพยายามปั๊มและเก็บเอาไว้อย่างดี เพื่อให้ลูกได้กินนมที่มีประโยชน์ จะได้มีภูมิต้านทานที่ดี ภูผาจะได้แข็งแรง ๆ

และในระหว่างอยู่โรงพยาบาลปะป๊ากับแม่ก็หาข้อมูลในอินเตอร์เนต ว่าปากแหว่ง เพดานโหว่ ต้องทำการรักษากันยังไงบ้าง ซึ่งโรงพยาบาลที่เราเล็งกันเอาไว้ก็คือโรงพยาบาลรามาธิบดี ตอนที่เราเรียนกันที่มหิดลเราก็มีสวัสดิการรักษาพยาบาลที่รามาแล้วปะป๊ากับแม่ก็เคยมารักษาโรคที่ที่อื่นเขาไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่ที่รามาสามารถตอบเราได้ว่ามันเป็นอะไร แล้วปะป๊ากับแม่ก็คุ้นเคยกับโรงพยาบาลนี้มากกว่าโรงเรียนแพทย์อื่น ๆ

ปะป๊าเสริชหาเบอร์โทรศัพท์ที่รามา เป็นตึกสมเด็จพระเทพรัตน์ที่สร้างใหม่ของรามา แล้วเขาก็โอนสายไปให้กับแผนกเด็ก แผนกเด็กก็บอกว่าต้องติดต่อที่แผนกศัลยกรรม เป็นพรีเมียมศัลยกรรม ตอนนั้นปะป๊ายังไม่รู้ว่าพรีเมียมหน่ะมันคืออะไร ก็ติดต่อเพื่อที่จะเข้าไปรักษาแต่ว่าตอนนั้นสูติบัตรของภูผาเพิ่งส่งไปทำยังไม่ได้ ก็เลยต้องรอให้ได้ก่อน แต่พยาบาลที่พรีเมียมศัลยกรรมบอกว่า คุณหมอที่จะรักษาเรื่องปากแหว่ง เพดานโหว่ คืออาจารย์หมอเฉลิมพงษ์ ซึ่งจะเข้าวันพุธช่วงเช้า ปะป๊าก็จำชื่อคุณหมอเอาไว้ เพื่อที่เวลาได้สูติบัตรของภูผา จะได้มาติดต่อนัดคุณหมอได้ถูก

ระหว่างอยู่โรงพยาบาลแม่ก็พาภูผามาเลี้ยงที่ห้องบ้าง เดินไปให้นมที่ห้องเนอสเซอรี่บ้าง พี่ ๆ พยาบาลที่เนอสเซอรี่จำปะป๊าได้ตั้งแต่ครั้งแรก ๆ ว่าลูกของปะป๊าคือภูผา เวลาปะป๊าพาคนมาเยี่ยมเขาก็จะพาภูผามาให้เลย หรือตอนที่ปะป๊ากับแม่ไปให้นมภูผาที่ห้องเนอสเซอรี่ก็ไม่ต้องบอกเลยว่าน้องนามสกุลอะไร พี่ๆ เขาก็จะเอาภูผามาให้เลย

แม่เขานอนพักที่โรงพยาบาล 3 คืนก็กลับบ้านตอนช่วงบ่ายวันอาทิตย์

 

ป้ายกำกับ: , ,

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.